วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญของหุ้น
1.P/E Ratio (Price per Earning Ratio) สูตร คือ ราคาหุ้น/Earning Per Shareกี่เท่า
อัตราส่วนนี้ ใช้วัดว่า หากเราลงทุนในหุ้นตัวใด ๆ แล้ว จะใช้เวลาทั้งหมดกี่ปีถึงจะได้มูลค่าที่ลงไป ตัวเลขนี้ยิ่งต่ำจะยิ่งดี ยกตัวอย่าง เช่น หากเราซื้อหุ้น A ไปในราคา 5 บาท จากข้อมูลย้อนหลังของหุ้น A มีข้อมูลว่า หุ้น A สามารถทำกำไรสุทธิ (กำไรที่เกิดจากการประกอบการทั้งหมด) ต่อปี เท่ากับ 1 บาทแล้ว ค่า P/E Ratio ของหุ้น A จะเท่ากับ 5 เท่า
จากสูตร ราคาหุ้น/Earning Per Share(กำไรสุทธิต่อหุ้น)
ราคาหุ้น A = 5 บาท
EPS (กำไรสุทธิ) ของหุ้น A = 1 บาท
ใส่ตัวเลขลงในสูตร
ราคาหุ้น A/Earning Per Share ของหุ้น A = 5/1
= 5 เท่า
ฉะนั้น P/E Ratio ของหุ้น A เท่ากับ 5 เท่า
2. Book Value(BV) มูลค่าหุ้นทางบัญชี
BV เป็นมูลค่าตัวกิจการของหุ้น หรือสินทรัพย์ของหุ้นทั้งหมด หักออกด้วยหนี้สิน หรือเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นล้วน ๆ เท่านั้น
จาก สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน(ส่วนของผู้ถือหุ้น)
โดยมาก BV บอกอะไรได้น้อยหากเราไม่เอาไปเปรียบเทียบกับราคา ดังนั้น จึงมีอัตราส่วนอีกอัตราส่วนหนึ่งขึ้นมาเพื่อวัดว่า ราคาของหุ้นมีสัดส่วนเป็นเท่าไหร่ของ BV เรียกว่า P/BV (Price per Book Value)
สูตร ราคา (P) / BooK Value (BV)
2.1 ถ้าค่า P/BV ออกมาต่ำกว่า 1 หมายความว่า ราคาตลาด ขณะนี้ อยู่ต่ำกว่ามูลค่าของบริษัท นั่นแปลว่าหากมีการเลิกกิจการขึ้นมา แล้วขายทรัพย์สินออกจากบริษัทให้หมด จ่ายหนี้ให้หมด มูลค่าบริษัทยังจะสูงกว่าราคาหุ้นที่อยู่ในตลาดขณะนั้น อย่างไรก็ตาม หุ้นที่มีราคาต่ำกว่า BV มักจะเป็นหุ้นที่มีปัญหา หุ้นที่ดีมักจะมีราคาสูงกว่า Book Value แต่ไม่ตายตัวเสมอไป เราจะต้องดูค่าอื่น ๆ ที่มีอยู่ด้วย หรือแกะ บัญชีกันเลยจะเห็นภาพมากกว่า
2.2 ถ้าค่า P/BV เท่ากับ 1 หมายถึงว่า ราคาตลาด กับมูลค่าของหุ้น เท่ากัน
2.3 ถ้าค่า P/BV มากกว่า 1 หมายถึงว่า ราคาตลาด สูงกว่า มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น
อัตราส่วนนี้ ใช้วัดว่า หากเราลงทุนในหุ้นตัวใด ๆ แล้ว จะใช้เวลาทั้งหมดกี่ปีถึงจะได้มูลค่าที่ลงไป ตัวเลขนี้ยิ่งต่ำจะยิ่งดี ยกตัวอย่าง เช่น หากเราซื้อหุ้น A ไปในราคา 5 บาท จากข้อมูลย้อนหลังของหุ้น A มีข้อมูลว่า หุ้น A สามารถทำกำไรสุทธิ (กำไรที่เกิดจากการประกอบการทั้งหมด) ต่อปี เท่ากับ 1 บาทแล้ว ค่า P/E Ratio ของหุ้น A จะเท่ากับ 5 เท่า
จากสูตร ราคาหุ้น/Earning Per Share(กำไรสุทธิต่อหุ้น)
ราคาหุ้น A = 5 บาท
EPS (กำไรสุทธิ) ของหุ้น A = 1 บาท
ใส่ตัวเลขลงในสูตร
ราคาหุ้น A/Earning Per Share ของหุ้น A = 5/1
= 5 เท่า
ฉะนั้น P/E Ratio ของหุ้น A เท่ากับ 5 เท่า
2. Book Value(BV) มูลค่าหุ้นทางบัญชี
BV เป็นมูลค่าตัวกิจการของหุ้น หรือสินทรัพย์ของหุ้นทั้งหมด หักออกด้วยหนี้สิน หรือเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นล้วน ๆ เท่านั้น
จาก สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน(ส่วนของผู้ถือหุ้น)
โดยมาก BV บอกอะไรได้น้อยหากเราไม่เอาไปเปรียบเทียบกับราคา ดังนั้น จึงมีอัตราส่วนอีกอัตราส่วนหนึ่งขึ้นมาเพื่อวัดว่า ราคาของหุ้นมีสัดส่วนเป็นเท่าไหร่ของ BV เรียกว่า P/BV (Price per Book Value)
สูตร ราคา (P) / BooK Value (BV)
2.1 ถ้าค่า P/BV ออกมาต่ำกว่า 1 หมายความว่า ราคาตลาด ขณะนี้ อยู่ต่ำกว่ามูลค่าของบริษัท นั่นแปลว่าหากมีการเลิกกิจการขึ้นมา แล้วขายทรัพย์สินออกจากบริษัทให้หมด จ่ายหนี้ให้หมด มูลค่าบริษัทยังจะสูงกว่าราคาหุ้นที่อยู่ในตลาดขณะนั้น อย่างไรก็ตาม หุ้นที่มีราคาต่ำกว่า BV มักจะเป็นหุ้นที่มีปัญหา หุ้นที่ดีมักจะมีราคาสูงกว่า Book Value แต่ไม่ตายตัวเสมอไป เราจะต้องดูค่าอื่น ๆ ที่มีอยู่ด้วย หรือแกะ บัญชีกันเลยจะเห็นภาพมากกว่า
2.2 ถ้าค่า P/BV เท่ากับ 1 หมายถึงว่า ราคาตลาด กับมูลค่าของหุ้น เท่ากัน
2.3 ถ้าค่า P/BV มากกว่า 1 หมายถึงว่า ราคาตลาด สูงกว่า มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น
ROE & ROA
หลายครั้งที่นักลงทุนในหุ้นหรือในโครงการใด ๆ มักจะนิยมใช้อัตราส่วนทางการเงินเพื่อตรวจสอบ วิเคราะห์ พยากรณ์ หรือใช้เป็นตัวบ่งชี้ในการชี้วัดความสามารถในด้านต่าง ๆ ของหุ้นหรือบริษัทหรือโครงการนั้นๆ และอัตราส่วนตัวหนึ่งที่มักให้ความสำคัญกันมากตัวหนึ่งก็คือ อัตราผลตอบแทนของการลงทุนที่มีต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ลงทุนไป นั่นก็คือ ROE (Return on Equity) ซึ่งก็เขียนออกมาได้ดังสมการก็คือ ROE = กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น *100 เทียบออกมาได้เป็น X.XX % ซึ่งหาดูได้ง่ายจากเวบไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอำนวยความสะดวกคำนวณไว้ให้พร้อม
โดยทั่วไปนักลงทุนจะเน้นและให้ความสำคัญไปที่ตัวเลขสำคัญอย่าง ROE ซึ่งตัวเลขนี้วิธีดูก็ง่าย ๆ คือยิ่งมากๆ ยิ่งดี อย่างน้อย 12 % ขึ้นไปก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แต่ความจริงที่เราต้องดูละเอียดมากไปกว่านั้นก็คือ ROE นั้น อาจจะสูงโดยเป็นการสูงแบบมีความเสี่ยง หรือว่าอาจจะเป็นการสูงที่มีคุณภาพ คือมาพร้อมกับการบริหารสินทรัพย์อย่างมีคุณภาพควบคู่กันไปด้วย ซึ่งนักลงทุนทั่วไปก็คงอยากได้อย่างหลังนี้มากกว่า
หลักการก็คือ แหล่งที่มาของสินทรัพย์ของกิจการไม่ได้มาจากส่วนของผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว เราอย่าลืมหลักญชีพื้นฐานเรื่องงบดุลก็คือ แหล่งที่มาของสินทรัพย์ที่กิจการนำไปใช้นั้น ยังมีที่มาจากหนี้สินและส่วนของทุน ดังนั้น ค่า ROE ที่สูงมากๆ เราก็ต้องดูด้วยว่า กำไรสูงจริง หรือว่าส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมาก แต่ดันมีหนี้สินมากมาย อันนี้ก็ถือว่าเป็นกำไรที่ไม่มีคุณภาพ ถ้าต้องเลือกหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ก็คงขอเลือกหุ้นที่มีหนี้สินน้อย ๆ ดีกว่า น่าจะปลอดภัยกว่า
อีกสิ่งหนึ่งคือ ROA ซึ่งเป็นอีกตัวหนึ่งที่จะมาช่วยเราวิเคราะห์การทำกำไรจากสินทรัพย์ที่บริษัทมีและสามารถช่วยบอกเราได้ว่าบริษัทบริหารกิจการไปอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน ซึ่งการคำนวณค่า ROA คือ return/asset*100 ถ้า ROA สูงขึ้นจากการที่มี Return สูงขึ้น นั่นก็ หมายถึงกิจการมีความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์สูงขึ้น และถ้าโครงสร้างแหล่งที่มาของสินทรัพย์ไม่เปลี่ยน (หนี้สิน+ทุน) ไปในทางที่หนี้สินมากขึ้น อันนี้ก็ถือว่าบริษัทสามารถทำได้ดีทั้งการบริหารงาน (สินทรัพย์) และการบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น (ROE) ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ
แต่ถ้า ROA สูงขึ้นจริงและ อาจเนื่องมาจากสินทรัพย์ด้อยค่าลงตามมูลค่าตลาด หรืออาจโดนตัดค่าเสื่อมราคา) อันนี้ก็ขอให้ทำเครื่องหมายมาร์คเกอร์เอาไว้ครับว่า บริษัทนั้นอาจกำลังบริหารงานได้แย่ลง สินทรัพย์เริ่มไม่เกิดประโยชน์ ถึงแม้ว่าจะมองในแง่ดีได้ว่าสินทรัพย์ลดลงแต่ยังบริหารงานได้กำไรเท่าเดิมหรือดีขึ้น แต่สำหรับนักลงทุนในระยะยาวบางท่านอาจมองว่า ในอนาคตอาจไม่เหลือสินทรัพย์ที่มีคุณภาพพอที่จะให้ทำกำไรอีกต่อไปก็ได้ และก็คงไม่ต้องพูดถึง ROA ที่มีค่าน้อยหรือมีค่าลดลงหลาย ๆ ปีติดต่อกัน อันนี้ก็คงจะพอบ่งบอกได้ว่าบริษัทบริหารงานและสินทรัพย์ของกิจการได้ไม่ดีแน่ ๆ
ดังนั้นในการพิจารณาผลตอแทนจากการลงทุนในกิจการหรือหุ้นของบริษัทใดโดยดู ROE เป็นหลักนั้น สิ่งที่เราควรดูควบคู่ไปด้วยก็คือการดู ROA ควบคู่ไปด้วย ดูว่าสินทรัพย์นั้นมีคุณภาพ หรือบริษัทนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์หรือไม่ มีศักยภาพในการทำกำไรรึป่าว หรือเพียงแค่ซื้อไว้ให้มูลค่าสินทรัพย์โตขึ้นเฉย ๆ แต่ว่าไม่ใช้ประโยชน์ในระยะยาว ก็จะโดนตัดค่าเสื่อมเฉย ๆ ตามระยะเวลาหรืออายุงานของสินทรัพย์นั้น ๆ อยู่ดี ในประเด็นของผู้ถือหุ้นหรือโครงสร้างหนี้ ก็คงต้องดูทั้งมูลค่า และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ให้อยู่ในระดับปลอดภัยในระยะยาว และเพียงพอต่อการสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นให้เป็นที่น่าพอใจ แค่นี้ก็น่าจะพอทำให้การวิเคราะห์งบการเงินของกิจการไม่เป็นการสุ่มเสี่ยงหรือตกหลุงพรางของบริษัทได้นะครับ
โดยทั่วไปนักลงทุนจะเน้นและให้ความสำคัญไปที่ตัวเลขสำคัญอย่าง ROE ซึ่งตัวเลขนี้วิธีดูก็ง่าย ๆ คือยิ่งมากๆ ยิ่งดี อย่างน้อย 12 % ขึ้นไปก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แต่ความจริงที่เราต้องดูละเอียดมากไปกว่านั้นก็คือ ROE นั้น อาจจะสูงโดยเป็นการสูงแบบมีความเสี่ยง หรือว่าอาจจะเป็นการสูงที่มีคุณภาพ คือมาพร้อมกับการบริหารสินทรัพย์อย่างมีคุณภาพควบคู่กันไปด้วย ซึ่งนักลงทุนทั่วไปก็คงอยากได้อย่างหลังนี้มากกว่า
หลักการก็คือ แหล่งที่มาของสินทรัพย์ของกิจการไม่ได้มาจากส่วนของผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว เราอย่าลืมหลักญชีพื้นฐานเรื่องงบดุลก็คือ แหล่งที่มาของสินทรัพย์ที่กิจการนำไปใช้นั้น ยังมีที่มาจากหนี้สินและส่วนของทุน ดังนั้น ค่า ROE ที่สูงมากๆ เราก็ต้องดูด้วยว่า กำไรสูงจริง หรือว่าส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมาก แต่ดันมีหนี้สินมากมาย อันนี้ก็ถือว่าเป็นกำไรที่ไม่มีคุณภาพ ถ้าต้องเลือกหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ก็คงขอเลือกหุ้นที่มีหนี้สินน้อย ๆ ดีกว่า น่าจะปลอดภัยกว่า
อีกสิ่งหนึ่งคือ ROA ซึ่งเป็นอีกตัวหนึ่งที่จะมาช่วยเราวิเคราะห์การทำกำไรจากสินทรัพย์ที่บริษัทมีและสามารถช่วยบอกเราได้ว่าบริษัทบริหารกิจการไปอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน ซึ่งการคำนวณค่า ROA คือ return/asset*100 ถ้า ROA สูงขึ้นจากการที่มี Return สูงขึ้น นั่นก็ หมายถึงกิจการมีความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์สูงขึ้น และถ้าโครงสร้างแหล่งที่มาของสินทรัพย์ไม่เปลี่ยน (หนี้สิน+ทุน) ไปในทางที่หนี้สินมากขึ้น อันนี้ก็ถือว่าบริษัทสามารถทำได้ดีทั้งการบริหารงาน (สินทรัพย์) และการบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น (ROE) ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ
แต่ถ้า ROA สูงขึ้นจริงและ อาจเนื่องมาจากสินทรัพย์ด้อยค่าลงตามมูลค่าตลาด หรืออาจโดนตัดค่าเสื่อมราคา) อันนี้ก็ขอให้ทำเครื่องหมายมาร์คเกอร์เอาไว้ครับว่า บริษัทนั้นอาจกำลังบริหารงานได้แย่ลง สินทรัพย์เริ่มไม่เกิดประโยชน์ ถึงแม้ว่าจะมองในแง่ดีได้ว่าสินทรัพย์ลดลงแต่ยังบริหารงานได้กำไรเท่าเดิมหรือดีขึ้น แต่สำหรับนักลงทุนในระยะยาวบางท่านอาจมองว่า ในอนาคตอาจไม่เหลือสินทรัพย์ที่มีคุณภาพพอที่จะให้ทำกำไรอีกต่อไปก็ได้ และก็คงไม่ต้องพูดถึง ROA ที่มีค่าน้อยหรือมีค่าลดลงหลาย ๆ ปีติดต่อกัน อันนี้ก็คงจะพอบ่งบอกได้ว่าบริษัทบริหารงานและสินทรัพย์ของกิจการได้ไม่ดีแน่ ๆ
ดังนั้นในการพิจารณาผลตอแทนจากการลงทุนในกิจการหรือหุ้นของบริษัทใดโดยดู ROE เป็นหลักนั้น สิ่งที่เราควรดูควบคู่ไปด้วยก็คือการดู ROA ควบคู่ไปด้วย ดูว่าสินทรัพย์นั้นมีคุณภาพ หรือบริษัทนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์หรือไม่ มีศักยภาพในการทำกำไรรึป่าว หรือเพียงแค่ซื้อไว้ให้มูลค่าสินทรัพย์โตขึ้นเฉย ๆ แต่ว่าไม่ใช้ประโยชน์ในระยะยาว ก็จะโดนตัดค่าเสื่อมเฉย ๆ ตามระยะเวลาหรืออายุงานของสินทรัพย์นั้น ๆ อยู่ดี ในประเด็นของผู้ถือหุ้นหรือโครงสร้างหนี้ ก็คงต้องดูทั้งมูลค่า และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ให้อยู่ในระดับปลอดภัยในระยะยาว และเพียงพอต่อการสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นให้เป็นที่น่าพอใจ แค่นี้ก็น่าจะพอทำให้การวิเคราะห์งบการเงินของกิจการไม่เป็นการสุ่มเสี่ยงหรือตกหลุงพรางของบริษัทได้นะครับ
Stock Selection By Benjamin Graham
จากหนังสือของ The Intelligent Investor ของเบนจามิน เกรแฮม ที่เรียกได้ว่าเป็นกูรูด้าน Value Investment ท่านหนึ่ง ในหนังสือบทหนึ่งได้กล่าวถืงการเลือกหุ้นสำหรับนักลงทุนที่เรียกว่า Defensive มีใจความสำคัญ และหลักการที่สามารถสรุปได้เป็นหัวข้อดังนี้ครับ
1.Adequate Size of The Enterprise คือขนาดของธุรกิจต้องใหญ่พอ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้บอกว่าขนาดที่เหมาะสมก็คือ มียอดขาย 100 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีสำหรับบริษัทที่ผลิตแล้วขาย และมีสินทรัพย์รวมอย่างน้อย 50 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับ “Public Utility” หรือกิจการที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค
2.งบการเงินที่ดี ในที่นี้ก็ยกตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมผลิตทั่วไป ควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนเป็น 2 เท่าของหนี้สินหมุนเวียน หนี้สินระยะยาว (long-term debt) ไม่ควรมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน ในกิจการสาธารณูปโภค หรือหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน หนี้สินไม่ควรมากกว่า 2เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น(ณ มูลค่าตามบัญชี)
3.มีรายได้และกำไรที่ไม่ผันผวน หรือมีเสถียรภาพ ย้อนหลัง 10 ปี
4.มีการจ่ายปันผลต่อเนื่อง อย่างน้อย 20 ปีย้อนหลัง
5.อัตราการเจริญเติบโตของกำไร อย่างน้อย 1 ใน3 สำหรับ EPS ใน 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งใช้ข้อมูลเฉลี่ย 3 ปี
6. ราคาหุ้นในปัจจุบัน ไม่ควรมากกว่า 15 เท่าของ ค่าเฉลี่ยของ EPS ย้อนหลัง 3 ปี
7.ราคาไม่ควรมากกว่า 1.5 เท่าของ Book Value ล่าสุด
ในแง่ของเมืองไทยแล้วถ้าจะหาหุ้นที่ดีที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 7 ข้อ หรือ 4 จาก 7 ข้อได้ก็นับว่ายากอยู่นะครับ สำหรับข้อ 1 นั้นจะบอกว่าไม่มีเลยก็คงบอกเต็มปากเต็มคำไม่ได้ เพราะว่าถ้าดูเป็นตัวเลขและหน่วยเงินของสกุลเงินในประเทศไทยกับสหรัฐนั้นก็คงต่างกันครับ แต่ถ้าลองย่อส่วนหรือปรับสัดส่วนลงมาให้เหมาะกับ size ของประเทศไทยก็น่าจะได้อยู่ เครื่องวัดตัวนึงที่น่าจะเอามาใช้ได้ก็คือ เอาขนาดของธุรกิจที่ว่าเล็กหรือใหญ่นั้น เทียบกับ GDP ของประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องชี้ขนาดของเศรษฐกิจเป็นตัวหาร แล้วเราก็จะได้ขนาดของธุรกิจที่เหมาะสมที่คุณเบนจามิน เกรแฮม กล่าวไว้
ส่วนข้อ 2 นั้นบริษัทหลายบริษัทก็มีช่วงเวลาที่ปลอดหนี้ระยะยาวเลยก็มี ซึ่งโดยมากเป็นกิจการที่รับเงินสด อำนาจต่อรองกับ supplier มีสูง ในประเทศไทยที่เห็นได้บ่อย ๆ ก็คือ กลุ่มค้าปลีก หรือแม้กระทั่งปริษัทที่ค่อนไปในทางจะอิ่มตัวแล้ว หรือบริษัทที่ใช้สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเป็นตัวหารายได้ เช่นโรงแรมบางแห่งที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง อัตราการเข้าพักมีสูง และไม่มีการขยายสาขาในช่วงระยะเวลาที่เราพิจารณา อีก 5 ข้อที่เหลือ ไว้ต่องวดหน้านะครับ
ต่อจากคราวที่แล้วนะครับ เหลืออีก 5 ข้อครับ ข้อ 3 กับข้อ 4 นี่ เราก็คงจะหาหุ้นที่เข้าคุณสมบัติตามที่บอก ยากพอๆ กันครับ เพราะอดีตหรือสตอรี่ของหุ้นไทยเราพึ่งมีมา 30 กว่าปีเองครับ สำหรับข้อ 3 อาจจะพอไหว ถ้านับย้อนไป 10 ปี ก็ประมาณปี 2541 -2542 ซึ่งเป็นช่วงตั้งแต่หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง หลายๆ บริษัทตายจากไป บางบริษัทที่รอดมาได้ก็อยู่ในช่วงเริ่มฟื้นกิจการ เหมือนคอมพิวเตอร์ที่รประกอบใหม่ ฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ อยู่บนเมนบอร์ดเดิมที่ยังพอรับกับอุปกรณ์ใหม่ๆ ได้ เหมือนทะเลหรือบ้านเรือนที่ต้องซ่อมแซมหลังจากคลื่นยักษ์ซึนามิพึ่งผ่านไป คงจะมีน้อยบริษัทจริงๆ ที่จะมีชีวิตรอดได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ถึงจะมีกำไรหรือยอดยายไม่ผันผวนก็จริงๆ แต่ก็อยู่ในระดับไม่มากนัก อาจจะไม่หวานหอมพอสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูง ยิ่งเรื่องเงินปันผลในข้อ 4 นั้นยิ่งหายากมากๆ เพราะว่ามันเป็นผลต่อเนื่องจากกำไรและยอดขายที่ดีนั่นเอง ส่วนข้อ 5-7 นั้น ก็สุดแล้วแต่นักลงทุนแต่ละท่านจะเล็งตัวไหนไว้น่ะครับ ก็ลองเอาตัวเลขหรือหลักการของ เบนจามิน เกรแฮม มาคำนวณเอากันเอง และก็ปรับใช้ให้เข้าสภาพวะความเป็นจริงของประเทศไทยก่อนเลือกลงทุนให้เหมาะสมน่ะครับ อย่าลืมว่าเรื่องราวของตลาดหุ้นไทยอาจจะยังน้อยนิดเมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะในอเมริกา ดังนั้นจะนำวิธีเค้ามาตรงๆ สงสัยคงจะสำเร็จยากอยู่ไม่น้อย การเล่นหุ้นต้องใช้กลยุทธ์ นั่นก็คือการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม (ตลาด) ให้กลมกลืน สุดท้ายนี้มีข้อคิดเห็นอะไร หรือว่าผมเขียนอะไรผิดพลาดไป ก็คอมเมนท์กันได้เลยครับ
1.Adequate Size of The Enterprise คือขนาดของธุรกิจต้องใหญ่พอ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้บอกว่าขนาดที่เหมาะสมก็คือ มียอดขาย 100 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีสำหรับบริษัทที่ผลิตแล้วขาย และมีสินทรัพย์รวมอย่างน้อย 50 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับ “Public Utility” หรือกิจการที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค
2.งบการเงินที่ดี ในที่นี้ก็ยกตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมผลิตทั่วไป ควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนเป็น 2 เท่าของหนี้สินหมุนเวียน หนี้สินระยะยาว (long-term debt) ไม่ควรมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน ในกิจการสาธารณูปโภค หรือหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน หนี้สินไม่ควรมากกว่า 2เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น(ณ มูลค่าตามบัญชี)
3.มีรายได้และกำไรที่ไม่ผันผวน หรือมีเสถียรภาพ ย้อนหลัง 10 ปี
4.มีการจ่ายปันผลต่อเนื่อง อย่างน้อย 20 ปีย้อนหลัง
5.อัตราการเจริญเติบโตของกำไร อย่างน้อย 1 ใน3 สำหรับ EPS ใน 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งใช้ข้อมูลเฉลี่ย 3 ปี
6. ราคาหุ้นในปัจจุบัน ไม่ควรมากกว่า 15 เท่าของ ค่าเฉลี่ยของ EPS ย้อนหลัง 3 ปี
7.ราคาไม่ควรมากกว่า 1.5 เท่าของ Book Value ล่าสุด
ในแง่ของเมืองไทยแล้วถ้าจะหาหุ้นที่ดีที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 7 ข้อ หรือ 4 จาก 7 ข้อได้ก็นับว่ายากอยู่นะครับ สำหรับข้อ 1 นั้นจะบอกว่าไม่มีเลยก็คงบอกเต็มปากเต็มคำไม่ได้ เพราะว่าถ้าดูเป็นตัวเลขและหน่วยเงินของสกุลเงินในประเทศไทยกับสหรัฐนั้นก็คงต่างกันครับ แต่ถ้าลองย่อส่วนหรือปรับสัดส่วนลงมาให้เหมาะกับ size ของประเทศไทยก็น่าจะได้อยู่ เครื่องวัดตัวนึงที่น่าจะเอามาใช้ได้ก็คือ เอาขนาดของธุรกิจที่ว่าเล็กหรือใหญ่นั้น เทียบกับ GDP ของประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องชี้ขนาดของเศรษฐกิจเป็นตัวหาร แล้วเราก็จะได้ขนาดของธุรกิจที่เหมาะสมที่คุณเบนจามิน เกรแฮม กล่าวไว้
ส่วนข้อ 2 นั้นบริษัทหลายบริษัทก็มีช่วงเวลาที่ปลอดหนี้ระยะยาวเลยก็มี ซึ่งโดยมากเป็นกิจการที่รับเงินสด อำนาจต่อรองกับ supplier มีสูง ในประเทศไทยที่เห็นได้บ่อย ๆ ก็คือ กลุ่มค้าปลีก หรือแม้กระทั่งปริษัทที่ค่อนไปในทางจะอิ่มตัวแล้ว หรือบริษัทที่ใช้สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเป็นตัวหารายได้ เช่นโรงแรมบางแห่งที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง อัตราการเข้าพักมีสูง และไม่มีการขยายสาขาในช่วงระยะเวลาที่เราพิจารณา อีก 5 ข้อที่เหลือ ไว้ต่องวดหน้านะครับ
ต่อจากคราวที่แล้วนะครับ เหลืออีก 5 ข้อครับ ข้อ 3 กับข้อ 4 นี่ เราก็คงจะหาหุ้นที่เข้าคุณสมบัติตามที่บอก ยากพอๆ กันครับ เพราะอดีตหรือสตอรี่ของหุ้นไทยเราพึ่งมีมา 30 กว่าปีเองครับ สำหรับข้อ 3 อาจจะพอไหว ถ้านับย้อนไป 10 ปี ก็ประมาณปี 2541 -2542 ซึ่งเป็นช่วงตั้งแต่หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง หลายๆ บริษัทตายจากไป บางบริษัทที่รอดมาได้ก็อยู่ในช่วงเริ่มฟื้นกิจการ เหมือนคอมพิวเตอร์ที่รประกอบใหม่ ฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ อยู่บนเมนบอร์ดเดิมที่ยังพอรับกับอุปกรณ์ใหม่ๆ ได้ เหมือนทะเลหรือบ้านเรือนที่ต้องซ่อมแซมหลังจากคลื่นยักษ์ซึนามิพึ่งผ่านไป คงจะมีน้อยบริษัทจริงๆ ที่จะมีชีวิตรอดได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ถึงจะมีกำไรหรือยอดยายไม่ผันผวนก็จริงๆ แต่ก็อยู่ในระดับไม่มากนัก อาจจะไม่หวานหอมพอสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูง ยิ่งเรื่องเงินปันผลในข้อ 4 นั้นยิ่งหายากมากๆ เพราะว่ามันเป็นผลต่อเนื่องจากกำไรและยอดขายที่ดีนั่นเอง ส่วนข้อ 5-7 นั้น ก็สุดแล้วแต่นักลงทุนแต่ละท่านจะเล็งตัวไหนไว้น่ะครับ ก็ลองเอาตัวเลขหรือหลักการของ เบนจามิน เกรแฮม มาคำนวณเอากันเอง และก็ปรับใช้ให้เข้าสภาพวะความเป็นจริงของประเทศไทยก่อนเลือกลงทุนให้เหมาะสมน่ะครับ อย่าลืมว่าเรื่องราวของตลาดหุ้นไทยอาจจะยังน้อยนิดเมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะในอเมริกา ดังนั้นจะนำวิธีเค้ามาตรงๆ สงสัยคงจะสำเร็จยากอยู่ไม่น้อย การเล่นหุ้นต้องใช้กลยุทธ์ นั่นก็คือการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม (ตลาด) ให้กลมกลืน สุดท้ายนี้มีข้อคิดเห็นอะไร หรือว่าผมเขียนอะไรผิดพลาดไป ก็คอมเมนท์กันได้เลยครับ
สูตรการหา 'มูลค่าที่แท้จริง' เบนจามิน เกรแฮม
เบนจามิน เกรแฮม
สูตรการหา 'มูลค่าที่แท้จริง'
ถ้ามูลค่าที่แท้จริงขึ้นอยู่กับมูลค่าในอนาคตของบริษัท และมูลค่าในอนาคตของบริษัทก็
ขึ้นอยู่กับผลกำไรในอนาคต คำถามสำคัญ 2 ประการ คือ
1. ท่านควรจะจ่ายเท่าไร สำหรับผลกำไรของบริษัท ?
2. มีวิธีการที่น่าเชื่อถือใดบ้าง ที่สามารถนำมาใช้คาดการณ์ ผลกำไรในอนาคตของบริษัท
ได้?
เกรแฮม ได้คิดค้นสูตรในการคำนวณหามูลค่าที่แท้จริง โดยใช้ผลกำไร เปรียบเทียบกับตรา
สารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิต ระดับ AAA ขึ้นมา ปัจจุบันน้อยคนนักที่จะใช้สูตรนี้
มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) = E (2G + 8.5)*4.4 / Y
E = EPS = ผลกำไรต่อหุ้น
G = คาดการณ์ อัตราการเติบโต (Growth) ของผลกำไร
Y = ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิต ในระดับ AAA
ตัวเลข 8.5 = เป็นตัวเลขที่ เกรแฮม เชื่อว่า เป็นอัตราส่วน ราคาต่อกำไรต่อหุ้น
(P/E Ratio)ที่ถูกต้อง สำหรับบริษัทที่ไม่มีการเติบโต ค่า P/E ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจจะ
เป็น 15 - 20 เท่า แต่คนที่อนุรักษ์นิยม จะใช้ตัวเลขต่ำไว้ก่อน
สิ่งดึงดูดใจที่ทำให้หุ้นน่าลงทุน
@ ฐานะการเงินมีความอนุรักษ์นิยม และมีเงินทุนหมุนเวียนที่ แข็งแกร่ง
@ ดูสัดส่วนผลกำไรเฉลี่ยต่อราคาตลาด (ตรงข้ามกับค่า P/E) เป็นที่น่าพอใจ
@ ผลกำไรมีเสถียรภาพ ดู ผลกำไรในช่วง 10 ปี ซึ่ง ธุรกิจมีทั้งขาขึ้นและขาลง
จุดยืนของการลงทุนแบบ Value Investor (เน้นคุณค่า) คือ นักลงทุนจะจ่ายเฉพาะสิ่งที่เห็น
เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่คาดหวัง
3 ปัจจัยที่วัดผลงานผู้บริหารในงบดุลและงบกำไรขาดทุน คือ
$ อัตราการเจริญเติบโตของ ยอดขายและผลกำไรของบริษัท
$ อัตรากำไรสุทธิก่อนหักภาษี (EBT) มีการควบคุมต้นทุนที่ดีหรือไม่
$ กำไรจากเงินลงทุน ไม่ว่าธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สินค้าหรือบริการ นอกหรือใน
ตลาดหลักทรัพย์ เหมือนกัน คือ เจ้าของคาดหวังกำไรจากการลงทุน (ROIC)
อัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุน = กำไรสุทธิ + ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย (Interest)
(Return on invested Capital or ROIC) เงินลงทุนทั้งหมด
ROIC = โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 12-13 % นักวิเคราะห์จะถือว่า ตัวเลขหลังหักภาษี ระหว่าง 12-
13 % เป็นผลงานที่ดีเยี่ยม
ถึงเวลาที่เราจะต้องรวบรวมการประเมินความปลอดภัยของบริษัท ศักยภาพการเติบโตของ
บริษัท และความต้องการการลงทุนของท่านเข้าไปด้วยรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ก่อนทีนักลงทุน
Value Investor จะเลือกหุ้น ต้อง
$ เน้นไปที่เป้าหมายการลงทุน
$ หาช่วง ของมูลค่าที่แท้จริง จากการดูงบการเงิน (งบดุล งบกำไรขาดทุน)
$ มองหาส่วนเผื่อ (หรือกันชน) เพื่อความปลอดภัย (Margin of safety)
$ ประเมินปัจจัยเชิงคุณภาพ
ข้อควรจำ
$ แนวทางการลงทุน จงมีทัศนคติของนักลงทุนไม่ใช่นักเก็งกำไร นักเก็งกำไรคือคนที่หา
กำไรจากความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น โดยไม่ได้พิจารณาถึงมูลค่าที่แท้จริงเลย แต่นักลงทุนที่
รอบคอบ คือคนที่ ซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นมีมูลค่ารองรับมากพอ และลดการถือครองหุ้น เมื่อตลาดอยู่
ในภาวการณ์เก็งกำไร
$ ให้คิดถึงผลตอบแทนรวม นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น, เงินปัน
ผล, หรือทั้งสองอย่าง
$ ราคาหุ้นมักจะผันผวน อยู่รอบๆ มูลค่าที่แท้จริง ?ราคาหุ้นมักจะมีราคาผิดพลาดอยู่เสมอๆ
ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นในราคาต่ำและขายในราคาสูง?
$ ระวังหนี้สินที่สูงเกินไป เกรแฮม และดอดด์ เตือนว่า ?คำนิยามสำหรับหุ้นเก็งกำไร ก็คือ
บริษัทที่มีหนี้สินจำนวนมาก แต่มีทุนจดทะเบียน (ส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ Equity)
ในสัดส่วนที่น้อย?
$ ช่วงของมูลค่าที่แท้จริงจะอยู่ระหว่างมูลค่าสินทรัพย์และค่า P/E ที่อนุรักษ์นิยม สำหรับ
บริษัทชั้นเยี่ยม มูลค่าที่แท้จริงอาจจะต่ำกว่า 20 เท่าของกำไรเฉลี่ยในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา หรือต่ำกว่า
15 เท่าของกำไรเฉลี่ย ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับบริษัทที่ประสบปัญหาแล้ว ค่า P/E ควรต่ำกว่า
นั้น
ส่วนเผื่อ หรือกันชน เพื่อความปลอดภัย (Margin of safety)
การสร้างส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัย เริ่มต้นจาก การหาช่วงของมูลค่าที่แท้จริง
ของหุ้นก่อน เมื่อนักลงทุนรู้ว่า มูลค่าหุ้นในอนาคตน่าจะเป็นเท่าไรแล้ว เราจะต้องมองหาปัจจัย
เสริมที่จะเป็นตัวช่วยทำให้เกิดส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัยได้ (Margin of safety)
ท่านไม่สามารถหามูลค่าที่แท้จริงได้ เป๊ะๆ ออกมาได้ การกำหนดช่วงของมูลค่าที่เหมาะสม
ขึ้นมา ด้วยการเผื่อ บวก ลบ (+ , -) ไว้ 20 % จากตัวเลขที่เราหามากได้ เพื่อความปลอดภัย คุณต้อง
ทำ 1 ใน 3 สิ่งนี้ คือ
1.ซื้อหุ้นเมื่อตลาดโดยรวมตกต่ำและหุ้นมีราคาถูกมากๆ (ซื้อตอน Panic มากๆ)
2. มองหาบริษัทที่กำลังจะประสบปัญหาชั่วคราว หากบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง แล้ว
ประสบปัญหากับข่าวร้ายๆ และทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงชั่วคราว
3. ค้นหาหุ้นที่ถูกมองข้าม แม้ภาวะตลาดโดยรวมจะไม่ได้มีราคาถูกนักก็ตาม
ในภาวะตลาดหมี(Bearish) ราคาหุ้นถูกๆ จะมีจำนวนมาก แต่ในช่วงตลาดกระทิง (Bullish)
นักลงทุนจะต้องทำงาน หนักเพื่อจะสร้างผลกำไร
เกรแฮมและ ดอดด์ สอนว่า ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัย จะ
เกิดจากการที่ราคาหุ้นมีการซื้อขายกันแบบมีส่วนลดจากมูลค่าที่แท้จริงที่ต่ำที่สุดที่ นักวิเคราะห์
คำนวณได้
คุณลักษณะ 10 ประการของหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง
(Undervalue Stock)
นักลงทุนมืออาชีพจะมองหาการปกป้องพิเศษแตกต่างกันออกไป นักลงทุนแต่ละคนจะ
ยอมรับที่มาของส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัยแตกต่างกัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์และ
ระดับความสบายใจของนักลงทุนแต่ละคน ตัวอย่างปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงก็เช่น มูลค่าสินทรัพย์สูงๆ,
กระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และตำแหน่งผู้นำทางการตลาด
ในขั้นตอนแรกที่เราต้องทำคือ การตรวจสอบปัจจัยเชิงปริมาณที่เราได้ทราบก่อนหน้านั้น
คือ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ, เงินทุนหมุนเวียน, ค่า P/E, อัตราหนี้สินต่อทุนและอื่นๆ
เกรแฮม บอกว่า บริษัทใดก็ตามที่ตรงตามเกณฑ์ 7 ใน 10 ข้อ จะถือว่า มีราคาถูกกว่ามูลค่าที่
แท้จริง และจะให้มีส่วนเผื่อหรือกันชน เพื่อความปลอดภัยที่เพียงพอ
กฎเกณฑ์ ข้อที่ 1-5 จะประเมินเรื่องความเสี่ยง ข้อที่ 6-7 จะดูในเรื่องความแข็งแกร่งทาง
การเงิน ข้อ 8-10 จะแสดงประวัติผลกำไรที่สม่ำเสมอ มีบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง ที่จะตรงตามเกณฑ์
ครบทั้ง 10 ข้อ
การประเมินความเสี่ยง
1. มีอัตราส่วนผลกำไรต่อราคา หรือ E/P (ตรงข้ามกับ P/E) เป็น 2 เท่าของผลตอบแทนของ
หุ้นกู้ ระดับ AAA เช่น ถ้าหุ้นกู้ ระดับ AAA ให้ผลตอบแทน 6% อัตราส่วน ผลกำไรต่อราคา ก็ควร
จะเป็น 12%
2. มีค่า P/E ไม่สูงกว่า 40% ของค่าเฉลี่ยสูงสุดของหุ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
3. ให้ผลตอบแทนเงินปันผลเป็น 2 ใน 3 ของดอกเบี้ยหุ้นกู้ ระดับ AAA หุ้นที่ไม่จ่ายเงินปัน
ผลหรือไม่มีกำไรจะถูกตัดออกโดยอัตโนมัติ
4. มีราคาหุ้นเพียง 2 ใน 3 ของมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ที่มีตัวตนต่อหุ้น (Tangible
Book Value per Share) สินทรัพย์ที่มีตัวตน จะหมายถึง เงินสด และสินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน
อาคาร เครื่องจักรอุปกรณ์ และ เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน สินทรัพย์ถาวร ที่บริษัทชำระเงินหมดแล้ว
หากมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นแต่ได้บันทึกไว้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่เป็นจริงในปัจจุบันจะกลายเป็นสิ่ง
สำคัญขึ้นมา
5. มีราคาหุ้นเพียง 2 ใน 3 ของมูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิหรือมูลค่าขายทอดตลาดสุทธิ
(Net quick liquidation value)
มูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิ = สินทรัพย์หมุนเวียน (CA) - หนี้สิน
หมุนเวียน (CL) -หนี้สินระยะยาว (LL)
จำนวนหุ้น (#share)
(Net net asset value per share) = CA -CL - LL #share
การประเมินความแข็งแกร่งทางการเงิน
6. มีหนี้สินทั้งหมดในจำนวนที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ที่มีตัวตน
7. มีอัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio)>= 2 (อย่างน้อยเท่ากับ 2) จะเป็นตัววัดสภาพ
คล่อง หรือความสามารถในการชำระหนี้สินจากรายได้ของบริษัท Current Ratio = CA/CL
ประวัติผลกำไรที่สม่ำเสมอ
8. มีหนี้สินรวมไม่สูงกว่ามูลค่าขายทอดตลาดสุทธิ
9. มีผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
10. มีผลกำไรลดลงไม่เกิน 5% และไม่เกิน 2 ครั้งในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา
ประเด็นเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น นักลงทุนควรจะใช้มันอย่าง พินิจ พิเคราะห์ แต่ไม่
ควรใช้มันแบบเป็นสูตรสำเร็จ การที่จะเน้นที่กฎเกณฑ์ ข้อใด ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนของแต่
ละบุคคล
$ นักลงทุนที่ต้องการรายได้ ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ข้อ 1-7 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อ 3
$ นักลงทุนที่ต้องการความสมดุล ระหว่างความปลอดภัยและการเติบโต อาจจะไม่สนใจ
กฎเกณฑ์ข้อ 3 เลยก็ได้ ให้ไปเน้นที่ ข้อ 1-5, ข้อ 9-10
$ นักลงทุนที่ต้องการได้การเติบโตของราคาหุ้นสูงๆ สามารถมองข้ามกฎเกณฑ์ ข้อ 3 ไป
ได้เลย และให้น้ำหนักเล็กน้อยกับ ข้อ 4-5-6 แต่ให้เน้นข้อ 9,10
นักลงทุนสามารถที่จะเน้นที่กฎที่ตรงกับเป้าหมายการลงทุน โดยอาจจะไม่ให้น้ำหนักกับ
ประเด็นอื่นๆ มากนัก
ในมุมมองของเกรแฮม จะให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพในการ
เลือกหุ้น แต่ ปัจจัยเชิงคุณภาพจะช่วยให้เรามีส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัย และบางครั้งก็
สำคัญกว่า ค่าตัวเลขด้วยซ้ำ
ส่วน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้ความสำคัญเชิงปริมาณ 85% เชิงคุณภาพ 15% เพราะบัฟเฟตต์
ทำตัวเป็นแบบ เกรแฮม 85% และ ฟิลิป ฟิชเชอร์ (Philip Fisher) อีก 15% การพิจารณาเชิงคุณภาพ
จะช่วยให้ท่านตัดสินใจได้ ในกรณีมีหุ้น 2 ตัว ที่น่าสนใจ เท่าๆกัน แต่ท่านลงทุนได้เพียงตัวเดียว ซึ่ง
ขนาด, ความรู้พิเศษใน อุตสาหกรรมของท่าน, คุณภาพและผลิตภัณฑ์ของบริษัทและผู้บริหารที่มี
คุณภาพสูง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราจะนำมาพิจารณาทั้งสิ้น
สรุปแนวทางของ เบนจามิน เกรแฮม
เกรแฮม ทดสอบกฎเกณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับการเลือกหุ้นที่มีความปลอดภัยและให้
ผลตอบแทนในการลงทุนสูงๆ เขาพยายามหาวิธีการที่ง่ายและมีเหตุผลและเป็นวิธีที่ให้ผลตอบแทน
ในระยะยาว แม้ว่าจะเกิดภาวะตกต่ำก็ตาม
กฎเกณฑ์ 10 ข้อ คือ กฎในการค้นหาหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เป้าหมายของเกรแฮม
คือให้ง่ายเข้าไว้ แต่นักลงทุนส่วนใหญ่รู้สึกว่ากฎ 10 ข้อยุ่งยากเกินไป แต่ถ้าเราจะเรียนรู้ก็ไม่ยาก
เกินไป
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา : http://www.huayuanjie.net/phpBB2/viewtopic.php?t=196&sid=736260eef56a7a95ddaf38d5e3d1ac92
ช่วง 108 เคล็ดลับวิธีบริหารเงิน: กลยุทธ์ลงทุนปลอดภัยแบบ “เบนจามิน เกรแฮม”
ช่วง 108 เคล็ดลับวิธีบริหารเงิน: กลยุทธ์ลงทุนปลอดภัยแบบ “เบนจามิน เกรแฮม”
กลยุทธ์การลงทุนอย่างปลอดภัย หรือ Margin of Safety หลายท่านคงเคยได้ยินชื่อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffet) ซึ่งเป็น Value Investors ที่มีชื่อเสียงก้องโลกมาแล้ว แต่มีอีกผู้หนึ่งที่ชื่อเสียงอาจจะยังไม่เป็นที่คุ้นหูเท่ากับบัฟเฟตต์ แต่ถ้าเป็นผู้ลงทุนที่ลงทุนมาระยะเวลาหนึ่งย่อมต้องรู้จัก เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) เพราะเขาผู้นี้เคยเป็นอาจารย์ของบัฟเฟตต์ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และเป็นหนึ่งในผู้ที่เป็นแม่แบบของการลงทุนแบบเน้นคุณค่ายุคบุกเบิก บัฟเฟตต์ยังประกาศว่าที่เขาโด่งดังมาได้ถึงทุกวันนี้ ก็มาจากพื้นฐานที่เกรแฮมได้ปูไว้และถูกนำมาประยุกต์อีกต่อหนึ่ง หลายคนยกย่องให้เกรแฮมเป็น “The Father of Financial Analysis and Value Investing” และ “Dean of Wall Street”
เกรแฮมเป็นผู้เขียนหนังสือขายดี 2 เล่มที่บัฟเฟตต์แนะนำว่าเป็นหนังสือที่ผู้ลงทุนทุกคนต้องอ่าน คือ “The Intelligent Investor” และ “Security Analysis” หลักการลงทุนของเกรแฮมเน้นที่การวิเคราะห์ทางการเงินของบริษัทซึ่งลงทุนโดยพิจารณาจากผลประกอบการของบริษัทและเงินปันผลที่ได้รับเป็นหลัก โดยสิ่งที่ผู้ลงทุนจดจำเกรแฮมได้ก็คือ ปรัชญาด้านการลงทุนของเขาที่เขามักจะพูดเสมอว่าประกอบขึ้นมาจากคำ 3 คำง่ายๆ ก็คือ กลยุทธ์การลงทุนอย่างปลอดภัย “Margin of Safety” - ถ้าแปลเป็นภาษาไทยแบบตรงตัว ก็ได้ใจความว่า “ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย = ราคาหุ้นที่สามารถเข้าซื้อได้โดยมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ”
หลักการลงทุนของเกรแฮมเพื่อให้เกิด Margin of Safety พอสรุปได้ดังนี้
1. ลงทุนในบริษัทใหญ่ที่มียอดขายดี
2. ลงทุนในบริษัทที่มีการจ่ายเงินปันผล
3. ลงทุนในบริษัทที่มีสภาพคล่องสูง มีกระแสเงินสดดี และมีภาระหนี้ต่ำ
4. ลงทุนในบริษัทที่มีผลประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน คือมีความมั่นคงและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
5. เน้นการวิเคราะห์อัตราส่วนราคา หรือ Price Multiples โดยดูจากค่า P/E โดยต้องมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี หรือ Price to Book ที่ควรต่ำกว่า 1.2 เท่า
กลยุทธ์การลงทุนอย่างปลอดภัย หรือ Margin of Safety หลายท่านคงเคยได้ยินชื่อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffet) ซึ่งเป็น Value Investors ที่มีชื่อเสียงก้องโลกมาแล้ว แต่มีอีกผู้หนึ่งที่ชื่อเสียงอาจจะยังไม่เป็นที่คุ้นหูเท่ากับบัฟเฟตต์ แต่ถ้าเป็นผู้ลงทุนที่ลงทุนมาระยะเวลาหนึ่งย่อมต้องรู้จัก เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) เพราะเขาผู้นี้เคยเป็นอาจารย์ของบัฟเฟตต์ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และเป็นหนึ่งในผู้ที่เป็นแม่แบบของการลงทุนแบบเน้นคุณค่ายุคบุกเบิก บัฟเฟตต์ยังประกาศว่าที่เขาโด่งดังมาได้ถึงทุกวันนี้ ก็มาจากพื้นฐานที่เกรแฮมได้ปูไว้และถูกนำมาประยุกต์อีกต่อหนึ่ง หลายคนยกย่องให้เกรแฮมเป็น “The Father of Financial Analysis and Value Investing” และ “Dean of Wall Street”
เกรแฮมเป็นผู้เขียนหนังสือขายดี 2 เล่มที่บัฟเฟตต์แนะนำว่าเป็นหนังสือที่ผู้ลงทุนทุกคนต้องอ่าน คือ “The Intelligent Investor” และ “Security Analysis” หลักการลงทุนของเกรแฮมเน้นที่การวิเคราะห์ทางการเงินของบริษัทซึ่งลงทุนโดยพิจารณาจากผลประกอบการของบริษัทและเงินปันผลที่ได้รับเป็นหลัก โดยสิ่งที่ผู้ลงทุนจดจำเกรแฮมได้ก็คือ ปรัชญาด้านการลงทุนของเขาที่เขามักจะพูดเสมอว่าประกอบขึ้นมาจากคำ 3 คำง่ายๆ ก็คือ กลยุทธ์การลงทุนอย่างปลอดภัย “Margin of Safety” - ถ้าแปลเป็นภาษาไทยแบบตรงตัว ก็ได้ใจความว่า “ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย = ราคาหุ้นที่สามารถเข้าซื้อได้โดยมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ”
หลักการลงทุนของเกรแฮมเพื่อให้เกิด Margin of Safety พอสรุปได้ดังนี้
1. ลงทุนในบริษัทใหญ่ที่มียอดขายดี
2. ลงทุนในบริษัทที่มีการจ่ายเงินปันผล
3. ลงทุนในบริษัทที่มีสภาพคล่องสูง มีกระแสเงินสดดี และมีภาระหนี้ต่ำ
4. ลงทุนในบริษัทที่มีผลประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน คือมีความมั่นคงและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
5. เน้นการวิเคราะห์อัตราส่วนราคา หรือ Price Multiples โดยดูจากค่า P/E โดยต้องมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี หรือ Price to Book ที่ควรต่ำกว่า 1.2 เท่า
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)