หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญของหุ้น

1.P/E Ratio (Price per Earning Ratio) สูตร  คือ ราคาหุ้น/Earning Per Shareกี่เท่า
    อัตราส่วนนี้ ใช้วัดว่า หากเราลงทุนในหุ้นตัวใด ๆ แล้ว จะใช้เวลาทั้งหมดกี่ปีถึงจะได้มูลค่าที่ลงไป ตัวเลขนี้ยิ่งต่ำจะยิ่งดี ยกตัวอย่าง เช่น หากเราซื้อหุ้น A ไปในราคา 5 บาท จากข้อมูลย้อนหลังของหุ้น A มีข้อมูลว่า หุ้น A สามารถทำกำไรสุทธิ (กำไรที่เกิดจากการประกอบการทั้งหมด)  ต่อปี เท่ากับ 1 บาทแล้ว ค่า P/E Ratio ของหุ้น A จะเท่ากับ 5 เท่า
จากสูตร    ราคาหุ้น/Earning Per Share(กำไรสุทธิต่อหุ้น)    
ราคาหุ้น A = 5 บาท
EPS (กำไรสุทธิ) ของหุ้น A = 1 บาท
ใส่ตัวเลขลงในสูตร   
       ราคาหุ้น A/Earning Per Share ของหุ้น A  =  5/1
                                                                    = 5  เท่า
ฉะนั้น P/E Ratio ของหุ้น A เท่ากับ 5 เท่า


2. Book Value(BV) มูลค่าหุ้นทางบัญชี
      BV เป็นมูลค่าตัวกิจการของหุ้น หรือสินทรัพย์ของหุ้นทั้งหมด หักออกด้วยหนี้สิน หรือเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นล้วน ๆ เท่านั้น
จาก       สินทรัพย์  = หนี้สิน +  ทุน(ส่วนของผู้ถือหุ้น)

โดยมาก BV บอกอะไรได้น้อยหากเราไม่เอาไปเปรียบเทียบกับราคา ดังนั้น จึงมีอัตราส่วนอีกอัตราส่วนหนึ่งขึ้นมาเพื่อวัดว่า ราคาของหุ้นมีสัดส่วนเป็นเท่าไหร่ของ BV เรียกว่า P/BV (Price per Book Value)
สูตร     ราคา (P) / BooK Value (BV)  

2.1 ถ้าค่า P/BV ออกมาต่ำกว่า 1 หมายความว่า ราคาตลาด ขณะนี้ อยู่ต่ำกว่ามูลค่าของบริษัท นั่นแปลว่าหากมีการเลิกกิจการขึ้นมา แล้วขายทรัพย์สินออกจากบริษัทให้หมด จ่ายหนี้ให้หมด มูลค่าบริษัทยังจะสูงกว่าราคาหุ้นที่อยู่ในตลาดขณะนั้น อย่างไรก็ตาม หุ้นที่มีราคาต่ำกว่า BV มักจะเป็นหุ้นที่มีปัญหา หุ้นที่ดีมักจะมีราคาสูงกว่า Book Value แต่ไม่ตายตัวเสมอไป เราจะต้องดูค่าอื่น ๆ ที่มีอยู่ด้วย หรือแกะ บัญชีกันเลยจะเห็นภาพมากกว่า
2.2 ถ้าค่า P/BV เท่ากับ 1 หมายถึงว่า ราคาตลาด กับมูลค่าของหุ้น เท่ากัน
2.3 ถ้าค่า P/BV มากกว่า 1 หมายถึงว่า ราคาตลาด สูงกว่า มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น




ROE & ROA

หลายครั้งที่นักลงทุนในหุ้นหรือในโครงการใด ๆ มักจะนิยมใช้อัตราส่วนทางการเงินเพื่อตรวจสอบ วิเคราะห์ พยากรณ์ หรือใช้เป็นตัวบ่งชี้ในการชี้วัดความสามารถในด้านต่าง ๆ ของหุ้นหรือบริษัทหรือโครงการนั้นๆ และอัตราส่วนตัวหนึ่งที่มักให้ความสำคัญกันมากตัวหนึ่งก็คือ อัตราผลตอบแทนของการลงทุนที่มีต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ลงทุนไป นั่นก็คือ ROE (Return on Equity) ซึ่งก็เขียนออกมาได้ดังสมการก็คือ ROE = กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น *100 เทียบออกมาได้เป็น X.XX % ซึ่งหาดูได้ง่ายจากเวบไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอำนวยความสะดวกคำนวณไว้ให้พร้อม




โดยทั่วไปนักลงทุนจะเน้นและให้ความสำคัญไปที่ตัวเลขสำคัญอย่าง ROE ซึ่งตัวเลขนี้วิธีดูก็ง่าย ๆ คือยิ่งมากๆ ยิ่งดี อย่างน้อย 12 % ขึ้นไปก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แต่ความจริงที่เราต้องดูละเอียดมากไปกว่านั้นก็คือ ROE นั้น อาจจะสูงโดยเป็นการสูงแบบมีความเสี่ยง หรือว่าอาจจะเป็นการสูงที่มีคุณภาพ คือมาพร้อมกับการบริหารสินทรัพย์อย่างมีคุณภาพควบคู่กันไปด้วย ซึ่งนักลงทุนทั่วไปก็คงอยากได้อย่างหลังนี้มากกว่า



หลักการก็คือ แหล่งที่มาของสินทรัพย์ของกิจการไม่ได้มาจากส่วนของผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว เราอย่าลืมหลักญชีพื้นฐานเรื่องงบดุลก็คือ แหล่งที่มาของสินทรัพย์ที่กิจการนำไปใช้นั้น ยังมีที่มาจากหนี้สินและส่วนของทุน ดังนั้น ค่า ROE ที่สูงมากๆ เราก็ต้องดูด้วยว่า กำไรสูงจริง หรือว่าส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมาก แต่ดันมีหนี้สินมากมาย อันนี้ก็ถือว่าเป็นกำไรที่ไม่มีคุณภาพ ถ้าต้องเลือกหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ก็คงขอเลือกหุ้นที่มีหนี้สินน้อย ๆ ดีกว่า น่าจะปลอดภัยกว่า



อีกสิ่งหนึ่งคือ ROA ซึ่งเป็นอีกตัวหนึ่งที่จะมาช่วยเราวิเคราะห์การทำกำไรจากสินทรัพย์ที่บริษัทมีและสามารถช่วยบอกเราได้ว่าบริษัทบริหารกิจการไปอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน ซึ่งการคำนวณค่า ROA คือ return/asset*100 ถ้า ROA สูงขึ้นจากการที่มี Return สูงขึ้น นั่นก็ หมายถึงกิจการมีความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์สูงขึ้น และถ้าโครงสร้างแหล่งที่มาของสินทรัพย์ไม่เปลี่ยน (หนี้สิน+ทุน) ไปในทางที่หนี้สินมากขึ้น อันนี้ก็ถือว่าบริษัทสามารถทำได้ดีทั้งการบริหารงาน (สินทรัพย์) และการบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น (ROE) ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ



แต่ถ้า ROA สูงขึ้นจริงและ อาจเนื่องมาจากสินทรัพย์ด้อยค่าลงตามมูลค่าตลาด หรืออาจโดนตัดค่าเสื่อมราคา) อันนี้ก็ขอให้ทำเครื่องหมายมาร์คเกอร์เอาไว้ครับว่า บริษัทนั้นอาจกำลังบริหารงานได้แย่ลง สินทรัพย์เริ่มไม่เกิดประโยชน์ ถึงแม้ว่าจะมองในแง่ดีได้ว่าสินทรัพย์ลดลงแต่ยังบริหารงานได้กำไรเท่าเดิมหรือดีขึ้น แต่สำหรับนักลงทุนในระยะยาวบางท่านอาจมองว่า ในอนาคตอาจไม่เหลือสินทรัพย์ที่มีคุณภาพพอที่จะให้ทำกำไรอีกต่อไปก็ได้ และก็คงไม่ต้องพูดถึง ROA ที่มีค่าน้อยหรือมีค่าลดลงหลาย ๆ ปีติดต่อกัน อันนี้ก็คงจะพอบ่งบอกได้ว่าบริษัทบริหารงานและสินทรัพย์ของกิจการได้ไม่ดีแน่ ๆ



ดังนั้นในการพิจารณาผลตอแทนจากการลงทุนในกิจการหรือหุ้นของบริษัทใดโดยดู ROE เป็นหลักนั้น สิ่งที่เราควรดูควบคู่ไปด้วยก็คือการดู ROA ควบคู่ไปด้วย ดูว่าสินทรัพย์นั้นมีคุณภาพ หรือบริษัทนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์หรือไม่ มีศักยภาพในการทำกำไรรึป่าว หรือเพียงแค่ซื้อไว้ให้มูลค่าสินทรัพย์โตขึ้นเฉย ๆ แต่ว่าไม่ใช้ประโยชน์ในระยะยาว ก็จะโดนตัดค่าเสื่อมเฉย ๆ ตามระยะเวลาหรืออายุงานของสินทรัพย์นั้น ๆ อยู่ดี ในประเด็นของผู้ถือหุ้นหรือโครงสร้างหนี้ ก็คงต้องดูทั้งมูลค่า และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ให้อยู่ในระดับปลอดภัยในระยะยาว และเพียงพอต่อการสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นให้เป็นที่น่าพอใจ แค่นี้ก็น่าจะพอทำให้การวิเคราะห์งบการเงินของกิจการไม่เป็นการสุ่มเสี่ยงหรือตกหลุงพรางของบริษัทได้นะครับ

Stock Selection By Benjamin Graham

จากหนังสือของ The Intelligent Investor ของเบนจามิน เกรแฮม ที่เรียกได้ว่าเป็นกูรูด้าน Value Investment ท่านหนึ่ง ในหนังสือบทหนึ่งได้กล่าวถืงการเลือกหุ้นสำหรับนักลงทุนที่เรียกว่า Defensive มีใจความสำคัญ และหลักการที่สามารถสรุปได้เป็นหัวข้อดังนี้ครับ


1.Adequate Size of The Enterprise คือขนาดของธุรกิจต้องใหญ่พอ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้บอกว่าขนาดที่เหมาะสมก็คือ มียอดขาย 100 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีสำหรับบริษัทที่ผลิตแล้วขาย และมีสินทรัพย์รวมอย่างน้อย 50 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับ “Public Utility” หรือกิจการที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค

2.งบการเงินที่ดี ในที่นี้ก็ยกตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมผลิตทั่วไป ควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนเป็น 2 เท่าของหนี้สินหมุนเวียน หนี้สินระยะยาว (long-term debt) ไม่ควรมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน ในกิจการสาธารณูปโภค หรือหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน หนี้สินไม่ควรมากกว่า 2เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น(ณ มูลค่าตามบัญชี)

3.มีรายได้และกำไรที่ไม่ผันผวน หรือมีเสถียรภาพ ย้อนหลัง 10 ปี

4.มีการจ่ายปันผลต่อเนื่อง อย่างน้อย 20 ปีย้อนหลัง

5.อัตราการเจริญเติบโตของกำไร อย่างน้อย 1 ใน3 สำหรับ EPS ใน 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งใช้ข้อมูลเฉลี่ย 3 ปี

6. ราคาหุ้นในปัจจุบัน ไม่ควรมากกว่า 15 เท่าของ ค่าเฉลี่ยของ EPS ย้อนหลัง 3 ปี
7.ราคาไม่ควรมากกว่า 1.5 เท่าของ Book Value ล่าสุด

ในแง่ของเมืองไทยแล้วถ้าจะหาหุ้นที่ดีที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 7 ข้อ หรือ 4 จาก 7 ข้อได้ก็นับว่ายากอยู่นะครับ สำหรับข้อ 1 นั้นจะบอกว่าไม่มีเลยก็คงบอกเต็มปากเต็มคำไม่ได้ เพราะว่าถ้าดูเป็นตัวเลขและหน่วยเงินของสกุลเงินในประเทศไทยกับสหรัฐนั้นก็คงต่างกันครับ แต่ถ้าลองย่อส่วนหรือปรับสัดส่วนลงมาให้เหมาะกับ size ของประเทศไทยก็น่าจะได้อยู่ เครื่องวัดตัวนึงที่น่าจะเอามาใช้ได้ก็คือ เอาขนาดของธุรกิจที่ว่าเล็กหรือใหญ่นั้น เทียบกับ GDP ของประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องชี้ขนาดของเศรษฐกิจเป็นตัวหาร แล้วเราก็จะได้ขนาดของธุรกิจที่เหมาะสมที่คุณเบนจามิน เกรแฮม กล่าวไว้



ส่วนข้อ 2 นั้นบริษัทหลายบริษัทก็มีช่วงเวลาที่ปลอดหนี้ระยะยาวเลยก็มี ซึ่งโดยมากเป็นกิจการที่รับเงินสด อำนาจต่อรองกับ supplier มีสูง ในประเทศไทยที่เห็นได้บ่อย ๆ ก็คือ กลุ่มค้าปลีก หรือแม้กระทั่งปริษัทที่ค่อนไปในทางจะอิ่มตัวแล้ว หรือบริษัทที่ใช้สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเป็นตัวหารายได้ เช่นโรงแรมบางแห่งที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง อัตราการเข้าพักมีสูง และไม่มีการขยายสาขาในช่วงระยะเวลาที่เราพิจารณา อีก 5 ข้อที่เหลือ ไว้ต่องวดหน้านะครับ

ต่อจากคราวที่แล้วนะครับ เหลืออีก 5 ข้อครับ  ข้อ 3 กับข้อ 4 นี่ เราก็คงจะหาหุ้นที่เข้าคุณสมบัติตามที่บอก ยากพอๆ กันครับ เพราะอดีตหรือสตอรี่ของหุ้นไทยเราพึ่งมีมา 30 กว่าปีเองครับ  สำหรับข้อ 3 อาจจะพอไหว  ถ้านับย้อนไป 10 ปี ก็ประมาณปี 2541 -2542 ซึ่งเป็นช่วงตั้งแต่หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง  หลายๆ บริษัทตายจากไป  บางบริษัทที่รอดมาได้ก็อยู่ในช่วงเริ่มฟื้นกิจการ  เหมือนคอมพิวเตอร์ที่รประกอบใหม่  ฮาร์ดแวร์ตัวใหม่  อยู่บนเมนบอร์ดเดิมที่ยังพอรับกับอุปกรณ์ใหม่ๆ ได้  เหมือนทะเลหรือบ้านเรือนที่ต้องซ่อมแซมหลังจากคลื่นยักษ์ซึนามิพึ่งผ่านไป  คงจะมีน้อยบริษัทจริงๆ ที่จะมีชีวิตรอดได้อย่างแข็งแกร่ง  แต่ถึงจะมีกำไรหรือยอดยายไม่ผันผวนก็จริงๆ แต่ก็อยู่ในระดับไม่มากนัก  อาจจะไม่หวานหอมพอสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูง  ยิ่งเรื่องเงินปันผลในข้อ 4  นั้นยิ่งหายากมากๆ เพราะว่ามันเป็นผลต่อเนื่องจากกำไรและยอดขายที่ดีนั่นเอง  ส่วนข้อ 5-7 นั้น  ก็สุดแล้วแต่นักลงทุนแต่ละท่านจะเล็งตัวไหนไว้น่ะครับ  ก็ลองเอาตัวเลขหรือหลักการของ เบนจามิน เกรแฮม มาคำนวณเอากันเอง  และก็ปรับใช้ให้เข้าสภาพวะความเป็นจริงของประเทศไทยก่อนเลือกลงทุนให้เหมาะสมน่ะครับ  อย่าลืมว่าเรื่องราวของตลาดหุ้นไทยอาจจะยังน้อยนิดเมื่อเทียบกับต่างประเทศ  โดยเฉพาะในอเมริกา  ดังนั้นจะนำวิธีเค้ามาตรงๆ สงสัยคงจะสำเร็จยากอยู่ไม่น้อย  การเล่นหุ้นต้องใช้กลยุทธ์ นั่นก็คือการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม (ตลาด) ให้กลมกลืน  สุดท้ายนี้มีข้อคิดเห็นอะไร หรือว่าผมเขียนอะไรผิดพลาดไป ก็คอมเมนท์กันได้เลยครับ

สูตรการหา 'มูลค่าที่แท้จริง' เบนจามิน เกรแฮม

เบนจามิน เกรแฮม


สูตรการหา 'มูลค่าที่แท้จริง'

ถ้ามูลค่าที่แท้จริงขึ้นอยู่กับมูลค่าในอนาคตของบริษัท และมูลค่าในอนาคตของบริษัทก็

ขึ้นอยู่กับผลกำไรในอนาคต คำถามสำคัญ 2 ประการ คือ

1. ท่านควรจะจ่ายเท่าไร สำหรับผลกำไรของบริษัท ?

2. มีวิธีการที่น่าเชื่อถือใดบ้าง ที่สามารถนำมาใช้คาดการณ์ ผลกำไรในอนาคตของบริษัท

ได้?

เกรแฮม ได้คิดค้นสูตรในการคำนวณหามูลค่าที่แท้จริง โดยใช้ผลกำไร เปรียบเทียบกับตรา

สารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิต ระดับ AAA ขึ้นมา ปัจจุบันน้อยคนนักที่จะใช้สูตรนี้

มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) = E (2G + 8.5)*4.4 / Y

E = EPS = ผลกำไรต่อหุ้น

G = คาดการณ์ อัตราการเติบโต (Growth) ของผลกำไร

Y = ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิต ในระดับ AAA

ตัวเลข 8.5 = เป็นตัวเลขที่ เกรแฮม เชื่อว่า เป็นอัตราส่วน ราคาต่อกำไรต่อหุ้น

(P/E Ratio)ที่ถูกต้อง สำหรับบริษัทที่ไม่มีการเติบโต ค่า P/E ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจจะ

เป็น 15 - 20 เท่า แต่คนที่อนุรักษ์นิยม จะใช้ตัวเลขต่ำไว้ก่อน

สิ่งดึงดูดใจที่ทำให้หุ้นน่าลงทุน

@ ฐานะการเงินมีความอนุรักษ์นิยม และมีเงินทุนหมุนเวียนที่ แข็งแกร่ง

@ ดูสัดส่วนผลกำไรเฉลี่ยต่อราคาตลาด (ตรงข้ามกับค่า P/E) เป็นที่น่าพอใจ

@ ผลกำไรมีเสถียรภาพ ดู ผลกำไรในช่วง 10 ปี ซึ่ง ธุรกิจมีทั้งขาขึ้นและขาลง

จุดยืนของการลงทุนแบบ Value Investor (เน้นคุณค่า) คือ นักลงทุนจะจ่ายเฉพาะสิ่งที่เห็น

เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่คาดหวัง

3 ปัจจัยที่วัดผลงานผู้บริหารในงบดุลและงบกำไรขาดทุน คือ

$ อัตราการเจริญเติบโตของ ยอดขายและผลกำไรของบริษัท

$ อัตรากำไรสุทธิก่อนหักภาษี (EBT) มีการควบคุมต้นทุนที่ดีหรือไม่

$ กำไรจากเงินลงทุน ไม่ว่าธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สินค้าหรือบริการ นอกหรือใน

ตลาดหลักทรัพย์ เหมือนกัน คือ เจ้าของคาดหวังกำไรจากการลงทุน (ROIC)

อัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุน = กำไรสุทธิ + ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย (Interest)

(Return on invested Capital or ROIC) เงินลงทุนทั้งหมด

ROIC = โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 12-13 % นักวิเคราะห์จะถือว่า ตัวเลขหลังหักภาษี ระหว่าง 12-

13 % เป็นผลงานที่ดีเยี่ยม

ถึงเวลาที่เราจะต้องรวบรวมการประเมินความปลอดภัยของบริษัท ศักยภาพการเติบโตของ

บริษัท และความต้องการการลงทุนของท่านเข้าไปด้วยรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ก่อนทีนักลงทุน

Value Investor จะเลือกหุ้น ต้อง

$ เน้นไปที่เป้าหมายการลงทุน

$ หาช่วง ของมูลค่าที่แท้จริง จากการดูงบการเงิน (งบดุล งบกำไรขาดทุน)

$ มองหาส่วนเผื่อ (หรือกันชน) เพื่อความปลอดภัย (Margin of safety)

$ ประเมินปัจจัยเชิงคุณภาพ

ข้อควรจำ

$ แนวทางการลงทุน จงมีทัศนคติของนักลงทุนไม่ใช่นักเก็งกำไร นักเก็งกำไรคือคนที่หา

กำไรจากความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น โดยไม่ได้พิจารณาถึงมูลค่าที่แท้จริงเลย แต่นักลงทุนที่

รอบคอบ คือคนที่ ซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นมีมูลค่ารองรับมากพอ และลดการถือครองหุ้น เมื่อตลาดอยู่

ในภาวการณ์เก็งกำไร

$ ให้คิดถึงผลตอบแทนรวม นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น, เงินปัน

ผล, หรือทั้งสองอย่าง

$ ราคาหุ้นมักจะผันผวน อยู่รอบๆ มูลค่าที่แท้จริง ?ราคาหุ้นมักจะมีราคาผิดพลาดอยู่เสมอๆ

ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นในราคาต่ำและขายในราคาสูง?

$ ระวังหนี้สินที่สูงเกินไป เกรแฮม และดอดด์ เตือนว่า ?คำนิยามสำหรับหุ้นเก็งกำไร ก็คือ

บริษัทที่มีหนี้สินจำนวนมาก แต่มีทุนจดทะเบียน (ส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ Equity)

ในสัดส่วนที่น้อย?

$ ช่วงของมูลค่าที่แท้จริงจะอยู่ระหว่างมูลค่าสินทรัพย์และค่า P/E ที่อนุรักษ์นิยม สำหรับ

บริษัทชั้นเยี่ยม มูลค่าที่แท้จริงอาจจะต่ำกว่า 20 เท่าของกำไรเฉลี่ยในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา หรือต่ำกว่า

15 เท่าของกำไรเฉลี่ย ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับบริษัทที่ประสบปัญหาแล้ว ค่า P/E ควรต่ำกว่า

นั้น

ส่วนเผื่อ หรือกันชน เพื่อความปลอดภัย (Margin of safety)

การสร้างส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัย เริ่มต้นจาก การหาช่วงของมูลค่าที่แท้จริง

ของหุ้นก่อน เมื่อนักลงทุนรู้ว่า มูลค่าหุ้นในอนาคตน่าจะเป็นเท่าไรแล้ว เราจะต้องมองหาปัจจัย

เสริมที่จะเป็นตัวช่วยทำให้เกิดส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัยได้ (Margin of safety)

ท่านไม่สามารถหามูลค่าที่แท้จริงได้ เป๊ะๆ ออกมาได้ การกำหนดช่วงของมูลค่าที่เหมาะสม

ขึ้นมา ด้วยการเผื่อ บวก ลบ (+ , -) ไว้ 20 % จากตัวเลขที่เราหามากได้ เพื่อความปลอดภัย คุณต้อง

ทำ 1 ใน 3 สิ่งนี้ คือ

1.ซื้อหุ้นเมื่อตลาดโดยรวมตกต่ำและหุ้นมีราคาถูกมากๆ (ซื้อตอน Panic มากๆ)

2. มองหาบริษัทที่กำลังจะประสบปัญหาชั่วคราว หากบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง แล้ว

ประสบปัญหากับข่าวร้ายๆ และทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงชั่วคราว

3. ค้นหาหุ้นที่ถูกมองข้าม แม้ภาวะตลาดโดยรวมจะไม่ได้มีราคาถูกนักก็ตาม

ในภาวะตลาดหมี(Bearish) ราคาหุ้นถูกๆ จะมีจำนวนมาก แต่ในช่วงตลาดกระทิง (Bullish)

นักลงทุนจะต้องทำงาน หนักเพื่อจะสร้างผลกำไร

เกรแฮมและ ดอดด์ สอนว่า ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัย จะ

เกิดจากการที่ราคาหุ้นมีการซื้อขายกันแบบมีส่วนลดจากมูลค่าที่แท้จริงที่ต่ำที่สุดที่ นักวิเคราะห์

คำนวณได้

คุณลักษณะ 10 ประการของหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

(Undervalue Stock)

นักลงทุนมืออาชีพจะมองหาการปกป้องพิเศษแตกต่างกันออกไป นักลงทุนแต่ละคนจะ

ยอมรับที่มาของส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัยแตกต่างกัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์และ

ระดับความสบายใจของนักลงทุนแต่ละคน ตัวอย่างปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงก็เช่น มูลค่าสินทรัพย์สูงๆ,

กระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และตำแหน่งผู้นำทางการตลาด

ในขั้นตอนแรกที่เราต้องทำคือ การตรวจสอบปัจจัยเชิงปริมาณที่เราได้ทราบก่อนหน้านั้น

คือ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ, เงินทุนหมุนเวียน, ค่า P/E, อัตราหนี้สินต่อทุนและอื่นๆ

เกรแฮม บอกว่า บริษัทใดก็ตามที่ตรงตามเกณฑ์ 7 ใน 10 ข้อ จะถือว่า มีราคาถูกกว่ามูลค่าที่

แท้จริง และจะให้มีส่วนเผื่อหรือกันชน เพื่อความปลอดภัยที่เพียงพอ

กฎเกณฑ์ ข้อที่ 1-5 จะประเมินเรื่องความเสี่ยง ข้อที่ 6-7 จะดูในเรื่องความแข็งแกร่งทาง

การเงิน ข้อ 8-10 จะแสดงประวัติผลกำไรที่สม่ำเสมอ มีบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง ที่จะตรงตามเกณฑ์

ครบทั้ง 10 ข้อ

การประเมินความเสี่ยง

1. มีอัตราส่วนผลกำไรต่อราคา หรือ E/P (ตรงข้ามกับ P/E) เป็น 2 เท่าของผลตอบแทนของ

หุ้นกู้ ระดับ AAA เช่น ถ้าหุ้นกู้ ระดับ AAA ให้ผลตอบแทน 6% อัตราส่วน ผลกำไรต่อราคา ก็ควร

จะเป็น 12%

2. มีค่า P/E ไม่สูงกว่า 40% ของค่าเฉลี่ยสูงสุดของหุ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

3. ให้ผลตอบแทนเงินปันผลเป็น 2 ใน 3 ของดอกเบี้ยหุ้นกู้ ระดับ AAA หุ้นที่ไม่จ่ายเงินปัน

ผลหรือไม่มีกำไรจะถูกตัดออกโดยอัตโนมัติ

4. มีราคาหุ้นเพียง 2 ใน 3 ของมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ที่มีตัวตนต่อหุ้น (Tangible

Book Value per Share) สินทรัพย์ที่มีตัวตน จะหมายถึง เงินสด และสินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน

อาคาร เครื่องจักรอุปกรณ์ และ เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน สินทรัพย์ถาวร ที่บริษัทชำระเงินหมดแล้ว

หากมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นแต่ได้บันทึกไว้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่เป็นจริงในปัจจุบันจะกลายเป็นสิ่ง

สำคัญขึ้นมา

5. มีราคาหุ้นเพียง 2 ใน 3 ของมูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิหรือมูลค่าขายทอดตลาดสุทธิ

(Net quick liquidation value)

มูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิ = สินทรัพย์หมุนเวียน (CA) - หนี้สิน

หมุนเวียน (CL) -หนี้สินระยะยาว (LL)

จำนวนหุ้น (#share)

(Net net asset value per share) = CA -CL - LL #share

การประเมินความแข็งแกร่งทางการเงิน

6. มีหนี้สินทั้งหมดในจำนวนที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ที่มีตัวตน

7. มีอัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio)>= 2 (อย่างน้อยเท่ากับ 2) จะเป็นตัววัดสภาพ

คล่อง หรือความสามารถในการชำระหนี้สินจากรายได้ของบริษัท Current Ratio = CA/CL

ประวัติผลกำไรที่สม่ำเสมอ

8. มีหนี้สินรวมไม่สูงกว่ามูลค่าขายทอดตลาดสุทธิ

9. มีผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

10. มีผลกำไรลดลงไม่เกิน 5% และไม่เกิน 2 ครั้งในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา

ประเด็นเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น นักลงทุนควรจะใช้มันอย่าง พินิจ พิเคราะห์ แต่ไม่

ควรใช้มันแบบเป็นสูตรสำเร็จ การที่จะเน้นที่กฎเกณฑ์ ข้อใด ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนของแต่

ละบุคคล

$ นักลงทุนที่ต้องการรายได้ ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ข้อ 1-7 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อ 3

$ นักลงทุนที่ต้องการความสมดุล ระหว่างความปลอดภัยและการเติบโต อาจจะไม่สนใจ

กฎเกณฑ์ข้อ 3 เลยก็ได้ ให้ไปเน้นที่ ข้อ 1-5, ข้อ 9-10

$ นักลงทุนที่ต้องการได้การเติบโตของราคาหุ้นสูงๆ สามารถมองข้ามกฎเกณฑ์ ข้อ 3 ไป

ได้เลย และให้น้ำหนักเล็กน้อยกับ ข้อ 4-5-6 แต่ให้เน้นข้อ 9,10

นักลงทุนสามารถที่จะเน้นที่กฎที่ตรงกับเป้าหมายการลงทุน โดยอาจจะไม่ให้น้ำหนักกับ

ประเด็นอื่นๆ มากนัก

ในมุมมองของเกรแฮม จะให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพในการ

เลือกหุ้น แต่ ปัจจัยเชิงคุณภาพจะช่วยให้เรามีส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัย และบางครั้งก็

สำคัญกว่า ค่าตัวเลขด้วยซ้ำ

ส่วน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้ความสำคัญเชิงปริมาณ 85% เชิงคุณภาพ 15% เพราะบัฟเฟตต์

ทำตัวเป็นแบบ เกรแฮม 85% และ ฟิลิป ฟิชเชอร์ (Philip Fisher) อีก 15% การพิจารณาเชิงคุณภาพ

จะช่วยให้ท่านตัดสินใจได้ ในกรณีมีหุ้น 2 ตัว ที่น่าสนใจ เท่าๆกัน แต่ท่านลงทุนได้เพียงตัวเดียว ซึ่ง

ขนาด, ความรู้พิเศษใน อุตสาหกรรมของท่าน, คุณภาพและผลิตภัณฑ์ของบริษัทและผู้บริหารที่มี

คุณภาพสูง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราจะนำมาพิจารณาทั้งสิ้น

สรุปแนวทางของ เบนจามิน เกรแฮม


เกรแฮม ทดสอบกฎเกณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับการเลือกหุ้นที่มีความปลอดภัยและให้

ผลตอบแทนในการลงทุนสูงๆ เขาพยายามหาวิธีการที่ง่ายและมีเหตุผลและเป็นวิธีที่ให้ผลตอบแทน

ในระยะยาว แม้ว่าจะเกิดภาวะตกต่ำก็ตาม

กฎเกณฑ์ 10 ข้อ คือ กฎในการค้นหาหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เป้าหมายของเกรแฮม

คือให้ง่ายเข้าไว้ แต่นักลงทุนส่วนใหญ่รู้สึกว่ากฎ 10 ข้อยุ่งยากเกินไป แต่ถ้าเราจะเรียนรู้ก็ไม่ยาก

เกินไป

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ที่มา : http://www.huayuanjie.net/phpBB2/viewtopic.php?t=196&sid=736260eef56a7a95ddaf38d5e3d1ac92

ช่วง 108 เคล็ดลับวิธีบริหารเงิน: กลยุทธ์ลงทุนปลอดภัยแบบ “เบนจามิน เกรแฮม”

ช่วง 108 เคล็ดลับวิธีบริหารเงิน: กลยุทธ์ลงทุนปลอดภัยแบบ “เบนจามิน เกรแฮม”


กลยุทธ์การลงทุนอย่างปลอดภัย หรือ Margin of Safety หลายท่านคงเคยได้ยินชื่อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffet) ซึ่งเป็น Value Investors ที่มีชื่อเสียงก้องโลกมาแล้ว แต่มีอีกผู้หนึ่งที่ชื่อเสียงอาจจะยังไม่เป็นที่คุ้นหูเท่ากับบัฟเฟตต์ แต่ถ้าเป็นผู้ลงทุนที่ลงทุนมาระยะเวลาหนึ่งย่อมต้องรู้จัก เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) เพราะเขาผู้นี้เคยเป็นอาจารย์ของบัฟเฟตต์ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และเป็นหนึ่งในผู้ที่เป็นแม่แบบของการลงทุนแบบเน้นคุณค่ายุคบุกเบิก บัฟเฟตต์ยังประกาศว่าที่เขาโด่งดังมาได้ถึงทุกวันนี้ ก็มาจากพื้นฐานที่เกรแฮมได้ปูไว้และถูกนำมาประยุกต์อีกต่อหนึ่ง หลายคนยกย่องให้เกรแฮมเป็น “The Father of Financial Analysis and Value Investing” และ “Dean of Wall Street”



เกรแฮมเป็นผู้เขียนหนังสือขายดี 2 เล่มที่บัฟเฟตต์แนะนำว่าเป็นหนังสือที่ผู้ลงทุนทุกคนต้องอ่าน คือ “The Intelligent Investor” และ “Security Analysis” หลักการลงทุนของเกรแฮมเน้นที่การวิเคราะห์ทางการเงินของบริษัทซึ่งลงทุนโดยพิจารณาจากผลประกอบการของบริษัทและเงินปันผลที่ได้รับเป็นหลัก โดยสิ่งที่ผู้ลงทุนจดจำเกรแฮมได้ก็คือ ปรัชญาด้านการลงทุนของเขาที่เขามักจะพูดเสมอว่าประกอบขึ้นมาจากคำ 3 คำง่ายๆ ก็คือ กลยุทธ์การลงทุนอย่างปลอดภัย “Margin of Safety” - ถ้าแปลเป็นภาษาไทยแบบตรงตัว ก็ได้ใจความว่า “ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย = ราคาหุ้นที่สามารถเข้าซื้อได้โดยมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ”



หลักการลงทุนของเกรแฮมเพื่อให้เกิด Margin of Safety พอสรุปได้ดังนี้

1. ลงทุนในบริษัทใหญ่ที่มียอดขายดี

2. ลงทุนในบริษัทที่มีการจ่ายเงินปันผล

3. ลงทุนในบริษัทที่มีสภาพคล่องสูง มีกระแสเงินสดดี และมีภาระหนี้ต่ำ

4. ลงทุนในบริษัทที่มีผลประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน คือมีความมั่นคงและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

5. เน้นการวิเคราะห์อัตราส่วนราคา หรือ Price Multiples โดยดูจากค่า P/E โดยต้องมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี หรือ Price to Book ที่ควรต่ำกว่า 1.2 เท่า