คอลัมน์: เรื่องเดียว หลากประเด็น
พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
ชื่อตอน: ถอดรหัสนโยบายเฟด
กลางสัปดาห์ก่อน เฟดเซอร์ไพร์สตลาดครั้งสำคัญ โดยส่งสัญญาณตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้ 0% อย่างน้อยอีก 3 ปี! หรือจนถึงปลายปี 2014 (เดิมบอกไว้ที่กลางปี 2013) และพร้อมพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณ(QE3)เพิ่มเติม
ตลาดการเงิน ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ตอบรับสัญญาณบวกนี้ ทองคำดีดกลับมาเคลื่อนไหวแถว 1730 เหรียญต่อออนซ์ พุ่งขึ้นเกือบ 10% จากระดับปิดเมื่อสิ้นปี 54 ดัชนีหุ้นโลกสู่จุดสูงสุดในรอบกว่า 5 เดือน
ด้านราคาพันธบัตรสหรัฐขึ้นแรง จนดึงอัตราผลตอบแทนตามราคาตลาด(Bond Yield) ร่วงเหลือเพียง 0.75% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สำหรับรุ่น 5 ปี ขณะที่รุ่น 10 ปี และ 30 ปี Yield เหลือเพียง 1.89% และ 1.17% ตามลำดับ
น่าสังเกตว่า Yield ของพันธบัตรสหรัฐทุกรุ่น อยู่ต่ำกว่าเงินเฟ้อมาก กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า อัตราดอกเบี้ยหลังหักเงินเฟ้อ (Real Interest rate) ติบลบมากขึ้น
การส่งสัญาญผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมของเฟด ถอดรหัสได้ดังนี้
ประการแรก เฟดกำลังลดแรงจูงใจในการออมเงิน ถ้ายิ่งออม อำนาจซื้อจะยิ่งหดหาย เพราะดอกเบี้ยโตไม่ทันเงินเฟ้อ เฟดต้องการให้คนใช้เงิน จะบริโภคหรือลงทุนก็ได้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน
ประการที่ 2 เฟดกำลังกระตุ้นให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ตราสารหนี้เอกชน หุ้นสามัญ หรือเปิดกิจการเอง หากยังลงทุนในพันธบัตรสหรัฐที่มีความมั่นคงสูง จะถูกลงโทษด้วยผลตอบแทนที่ต่ำมากๆ และแพ้เงินเฟ้อ
เมื่อเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสียงมากขึ้น ราคาหุ้นกู้และหุ้นสามัญที่สูงขึ้น จะช่วยให้
1) การระดมทุนจากตลาดการเงินจะมีต้นทุนที่ถูกลง ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนขยายการลงทุน จ้างคนเพิ่ม
2) การบริโภคและการลงทุนจะสูงขึ้น เนื่องจากผู้ลงทุนที่ได้กำไรจากตลาดการเงินแล้ว ถูกคาดหวังให้ช่วยนำกำไรไปบริโภคหรือลงทุนต่อ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ประสิทธิภาพของนโยบายนี้จะด้อยลง หากนักลงทุนนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ แทนที่จะไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอื่นในสหรัฐ
“เงินคล้ายน้ำ” น้ำจะไหลจากที่สูง ลงสู่ที่ต่ำ ขณะที่เงินจะไหลจากที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ไปที่ๆ ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ผลจากนโยบายข้างต้น เมื่อราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในสหรัฐสูงขึ้นมาก โอกาสในการทำกำไรจะลดลง เงินจึงมีแนวโน้มไหลออกไปลงทุน ตลาดทุนจับสัญญาณนี้ได้ จึงขยับขึ้นล่วงหน้าทันที
ประการที่ 3 เงินเฟ้อระยะยาวจะสูงขึ้น การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม จะทำให้มีเงินส่วนเกินไหลเข้าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะทีการบริโภคและการลงทุนที่สูงขึ้นจะกระตุ้นเงินเฟ้อระยะถัดไป อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากกว่าทีเคยประเมิน ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อไปได้มากโข การทำนโยบายนี้จึงไม่ได้ทำให้ความกลัวเรื่องเงินเฟ้อพุ่งขึ้นมากนัก
น่าสังเกตว่า สหรัฐและยุโรป รวมถึงจีนกำลังผ่อนคลายนโยบายการเงินพร้อมๆ กัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อประเทศหลักกดอัตราดอกเบี้ย ประเทศอื่น รวมถึงไทยจึงมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงด้านการเติบโต
ผลจากนโยบายนี้ทำให้มีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ รวมถึงของบ้านเรา ศุกร์ที่ผ่านมา ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยถึง 4.2 พันล้านบาท ดัชนี SET ปิดที่ 1076 จุด จ่อจะทะลุแนวต้าน 1080 จุด
หากเงินยังไหลเข้าต่ออาจผลักให้ดัชนีวิ่งทะลุ 1100 จุด อย่างไรก็ดี พื้นฐานเศรษฐกิจไทยวิ่งตามไม่ทัน เมื่อเงินหยุดไหลเข้า หรือเกิดความกลัว ดัชนีหุ้นจะเกิดการปรับฐานตามมา จึงยังแนะนำลดพอร์ตต่อเนื่องตามแนวต้านใหญ่ๆ โดยเฉพาะในหุ้นที่อ่อนไหวกับภาวะเศรษฐกิจ และทีเกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น