หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มั่งคั่งอย่าง วอเร็น บัฟเฟตต์

ผู้เขียนคือ Robert P.Miles
ผู้แปล ดร.กุศยา ลีฬหาวงศ์

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความสำคัญของ biz model และ brand

นักลงทุนหลายคนอาจจะชอบดูอัตราส่วนทางการเงินและวิเคราะห์ความถูกหรือความแพงของหุ้นจากอัตราส่วนทางการเงิน หรือตัดสินว่าบริษัทมีศักยภาพสูงจาก roa และ roe วันนี้ผมจะลองนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับ biz model ของหุ้นว่าหุ้นที่ธุรกิจแตกต่างกันจะมี financial ratio ต่างกันอย่างไรบ้าง
-หลายคนชอบดู bv แล้วประเด็นคือ bv ใช่ในการลงทุนได้จริงไหมเช่น
หุ้นโรงแรม e มี pbv ถูกกว่าหุ้นโรงแรม m แบบนี้เราจะบอกว่าหุ้นโรงแรม e ถูกกว่า m ได้ไหม
ประเด็นคือ โรงแรม e ไม่ได้มีแบรนที่แข็งแกร่งอะไร แต่โรงแรม m มีแบรนเป็นของตัวเองและใช้แบรนนั้นในการรับจ้างบริหารและทำให้โรงแรม m สามารถเติบโตได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนหนักเพราะการที่มีแบรนนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ในงบดุล แต่เป็นสิ่งที่ทำเงินทำทองให้บริษัทได้

ถ้าเราให้ pbv เท่ากันแบบนี้เราจะไม่ให้คุณค่าอะไรกับการที่โรงแรม m มีแบรนเป็นของตัวเองที่แข็งแกร่งแล้วนำไปใช้หารายได้เพิ่มได้เลยหรือ ถ้าเมีคนสองคนจะเขียนหนังสือ pocket book ขาย คนนึง no name กับอีกคนเคยเป็นตัวประกอบในภาพยนต์มี fan page ที่มีคนกด like เป็นหมื้่นคน ถ้าออก pocket book มาใครจะขายดีกว่า แล้วชื่อเสียงถือว่าจับต้องได้ไหม ไม่ได้เพราะเป็นสิ่งสมมุติแต่ใช้หารายได้ ได้ไหมคำตอบคือได้แล้วถ้าเราวิเคราะห์แนวโน้มอนาคตของคนที่จะสร้างรายได้เราควรจะรวมสิ่งที่ใช้หาเงินได้แต่จับต้องไม่ได้เข้าไปด้วยไหม

นอกจากนี้โรงแรม m ก็มีธุรกิจอาหารจานด่วนที่ไม่ใช่ cycle เหมือนโรงแรม e เป็นธุรกิจที่โตไปเรื่อยๆดังนั้น bv ของโรงแรม m คงไม่สามารถเปรียบเทียบกับโรงแรม e ที่เป็น pure hotel ได้

-หุ้นประกันชีวิตขายเบี้ยแล้วได้รับเบี้ยต่อเนื่องทบต้นขึ้นเรื่อยๆบริษัทมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ถ้าเรามองว่า pbv สูง เราต้องถามว่าจริงๆ bv ของเขาคืออะไร bv ของเขาไม่ได้สะท้อนเบี้ยรับที่จะได้เพิ่มต่อเนื่องมาอีกหลายๆปีข้างหน้าซึ่งทำให้เขามีเงินลงทุนมากขึ้น แล้วแบบนี้เราควรดู bv เป็นประเด็นสำคัญไหม ถ้าเราบอกว่าสำคัญแสดงว่าเราตีมูลค่าของบริษัทที่หยุดผลิตเงินสดให้เรากับบริษัทที่ผลิตเงินสดต่อเนื่องให้เราได้เท่ากันงั้นหรือ

-ถ้าหุ้นตัวนึงเรารู้ว่าเขาซื้อของมาราคาแพงเขาไซฟ่อนเงินของ 100 บาทเขาซื้อมา 200 บาท bv เขาบันทึกของแพงกว่าจริงเยอะ ถ้าเราคิดว่า bv คือของจริง ทั้งๆที่เป็นของแพงเกินจริงเปรียบเหมือนมีคนเอาของ 1 บาทมาขายเราสองบาทเราจะซื้อไหม เราจะซื้อเพราะเขาบอกว่ามัน 2 บาท หรือเราจะไม่ซื้อเพราะเรารู้ว่าจริงๆมันแค่ 1 บาท

-roa ถ้าโรงพยาบาลแห่งนึงมี roa 15% เทียบกับบริษัทรับจ้างผลิตแห่งนึงมี roa 15% เราคิดว่าเหมือนกันไหมถ้าเหมือนกันต้องถามว่าถ้าเราใช้เงิน 1000 ล้านแล้วเราสร้างกำไรได้ 150 ล้านเท่าบริษัทรับจ้างผลิตไหมถ้าได้ก็แสดงว่า roa แบบนี้ธรรมดาเลียนแบบกันได้ไม่ยาก แต่ถ้าเราใช้เงิน 10000 ล้านสร้างกำไรไม่ได้ 1500 ล้านเหมือนโรงพยาบาลแห่งนึงเพราะว่าไม่มีคนเชื่อถือโรงพยาบาลของเราเพราะโรงพยาบาลเราไม่มีชื่อเสียง ไม่มีหมอเก่งๆอยากมาทำงานด้วย แบบนี้ roa ของโรงพยาบาล 15% แสดงว่ามี premium มากกว่า 15% ของหุ้นรับจ้างผลิตถูกไหม

-บริษัทผลิตขนมปังแห่งนึงถ้าเราดูว่าเขามี roa เท่าไหร่ดูเผินๆก็อาจจะไม่มีอะไร แต่บริษัทเขาขายขนมปังได้ทั่วประเทศแสดงว่าระบบ logistic ของเขาต้องดีมากเพราะความสำคัญของขนมปังคือความสด ถ้าว่าถ้าเราลงทุน asset เท่ากับเขา เราจะมีระบบ logistic ดีเท่ากับเขาได้หรือ เราจะมีแบรนขนมปังที่ผู้บริโภคมักมองหาแบบเขาได้หรือ ถ้าไม่ได้แสดงว่าธุรกิจมีแบรน

-roe สูง หลายคนชอบหุ้น roe สูงๆแต่มีประเด็นอะไรบ้างที่ต้องดู บริษัทกลุ่มสิ่งพิมพ์แห่งนึงมี roe 30% ต่อเนื่องแต่ทุนของบริษัทไม่เพิ่มขึ้นเลยเพราะบริษัทจ่ายปันผลออกมาหมดแบบนี้กำไรไม่โตบริษัทก็มี roe ที่สูงต่อเนื่องได้ แต่บริษัทอื่นๆที่ปันผลต่อๆ ลองยกตัวอย่างแบบสุดโต่งไม่ปันผลเลย แล้วบริษัทมี roe 20% ต่อเนื่อง ถ้าแต่เดิมบริษัทมีทุนอยู่ 1000 ล้านและทำกำไรได้ 200 ล้านก็มี roe 20% ถ้าบริษัทไม่ปันผลเลยแล้วจะ maintain กำไรระดับ 20% ปีต่อไปบริษัทจะมีทุน 1200 ล้านและมีกำไร 240 ล้านเพื่อ maintain roe ระดับ 20% ถ้าบริษัท maintain ได้ 5 ปีลองคิดดูว่า wealth ผู้ถือหุ้นจะเพิ่มขนาดไหน

-บริษัทสำรวจและขุดเจาะมีไม่ต่ำ roe 20% ต่อเนื่องยาวนานและมี npm 30% ต่อเนื่องยาวนานทั้งๆที่เสีย tax ถึง 50% แสดงว่าบริษัทมี model ทางธุรกิจที่ดีเนื่องจากการขุดก๊าซธรรมชาติต้องได้สัมปทานบริษัทมีสัมปทานในอ่าวไทยและพม่าถามว่าถ้าราคาน้ำมันขึ้นอยู่ๆจะมีคนไปขุดก๊าซทีพม่าจะเกิดอะไรขึ้นคำตอบคงไม่พ่นโดนยิงเพราะก๊าซเป็นสำหรับของประเทศ ในทางกลับกันโรงกลั่นกับปิโตรเคมีถ้ากำไรดีก็จะมีการสร้างโรงงานซึ่งทำให้ไม่สามารถ maintain npm และ roe ที่สูงได้ แบบนี้เราจะเหมาว่าหุ้นที่สามกลุ่มนี้น่าลงทุนเท่ากันเพราะมีบริษัทแม่แบบเดียวกันได้หรือไม่

-ถ้าเราบอกว่าร้านสะดวกซื้อแห่งนึงมี pbv สูงจึงไม่น่าลงทุน แต่จริงๆแล้วร้านสะดวกซื้อมีอำนาจต่อรองสูงมากและไม่ต้องลงทุนหนักในการขยาายธุรกิจเพราะใช้การเช่า ร้านสะดวกซื้อเพิ่มมาร์จิ้นได้โดยการขายสินค้าแช่แข็งและแซนวิช และสามารถทำสินค้า house brand ได้เองและร้านสะดวกซื้อก็จะรู้ต้นทุนของสินค้าที่นำมาขายมากขึ้นแบบนี้มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น แบบนี้ถ้าเราใช้เงินลงทุนในการทำร้านสะดวกซื้อบ้างโดยเงินลงทุนเท่ากับ bv ของร้านสะดวกซื้อเราจะทำกำไรได้แค่กี่% ของร้านสะดวกซื้อแห่งนี้

-ถ้าธุรกิจอิเล็กทรอนิกมี pbv ที่สูงเพราะบริษัทมี growth ต่อเนื่องหลายปีเราก็เลยคิดว่าธุรกิจนี้มี barry to entry ทั้งๆทีจริงๆแล้วมันไม่มี เหมือนหุ้นที่ผลิต pcba ที่อยู่ๆลูกค้าก็ถูก take over 5 รายโดยที่ลูกค้า 5 รายมียอดขายประมาณ 50% ของบริษัทหายไปเพราะคนที่มา take เปลี่ยนนโยบายไปซื้อสินค้าจากเจ้าอื่น แบบนี้ถ้าเราให้ premuim กับหุ้นตัวนี้สูงมากๆเราก็เจ็บหนักได้เพราะธุรกิจลักษณะนี้พึ่งพิงลูกค้าไม่กี่รายซึ่งไม่เหมือนบริษัทร้านสะดวกซื้อหรือขายขนมปังหรือโรงพยาบาล

-ธุรกิจอิเล็กทรอนิกและยานยนต์เป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนหนักตลอดเวลาอย่างหุ้นผลิต pcba ที่เคยเป็นนางฟ้ามาก่อนระหว่างเติบโตก็ต้องมีการจ่าย stock dividend ซึ่งทำให้ dilute eps หรืออย่างหุ้นผลิตเพลาข้างจะลงทุนเครื่องจักรสำหรับผลิต model รถรุ่นใหม่ๆก็ต้องเพิ่มทุนผ่านการออก t-1 และหุ้นฉายา ดาวน้อย ก็เป็นหุ้นที่ไปเพิ่มทุนที่ราคาเกือบ peak เหมือนกัน ดังนั้น long-term ของบริษัทเหล่านี้แม้ว่าจะโตได้แต่ก็จะมี share เพิ่มขึ้นซึ่งต่างจากหุ้นเติบโตที่ใช้เงินลงทุนน้อยดังนั้นหุ้นแบบนี้ก็ควรจะมี pe ต่ำกว่า

จะเห็นได้ว่าถ้านักลงทุนเข้าใจ model ธุรกิจและเรื่องของแบรนแล้วน่าจะทำให้นักลงทุนเข้าใจการให้ค่า pe pbv ของตลาดมากขึ้น

ที่มา : http://hongvalue.wordpress.com/ เครดิตคุณ HONG VALUE จาก VI

หุ้นค้าปลีก ตอนที่1

ก่อนอื่นออกตัวว่าบทความนี้เป็นการเขียนถึงลักษณะของธุรกิจค้าปลีกคร่าวๆทั้งนั้น ไม่ได้เป็นคำชวนเชิญให้ซื้อหุ้นแต่อย่างใด


แต่ก่อนผมแกะงบไม่เป็นผมเคยคิดว่าเวลาจะคิดว่าหุ้นค้าปลีกกำไรจะโตกี่ % ก็คิดว่าเขาขยายสาขากี่% ไปเลย เช่นแต่เดิมมี 20 สาขา เปิดเพิ่มสองสาขาก็เป็น 22 สาขา รายได้และกำไรก็น่าจะโตได้ 10%
5555 (สมัยนี้ไม่คิดแบบนั้นแล้วนะ)
แต่จริงๆแล้วเวลาเราแกะงบเราต้องไล่จากยอดขายลงมาเช่น
      ถ้าบริษัทมียอดขาย 1 แสนล้าน มีสาขาอยู่ 50 สาขา แล้วเปิดเพิ่มอีก 3 สาขา เราต้องดูว่าสาขาที่เปิดเพิ่มเปิดช่วงต้นปี กลางปี หรือ ปลายปี ถ้าเปิดต้นปี ยอดขายของปีปัจจุบันจะได้รับผลโตมากกว่าไปเปิดปลายปี
      นอกจากนี้เราต้องดูว่าสาขาที่เปิดมีพื้นที่มากน้อยแค่ไหนที่เป็นจำนวน ตารางเมตร เมื่อเทียบกับสาขาเดิมๆ จะทำให้เราพอจะรู้ได้ว่ายอดขายจะโตได้เท่าไหร่

จุดที่สำคัญจุดแรกของหุ้นค้าปลีกคือ sssg หรือ same store sale growth หรือยอดขายสาขาเดิม

สมมุติว่า makro มียอดขาย 97000 ล้าน และเราคาดว่าปีต่อไปจะมี sssg โต 6% ยอดขายของปีต่อไป 102820 การพิจรณาการเติบโตของ sss เป็น art เล็กน้อยเราต้องคอยติดตาม movement ของบริษัทว่าจะมีแนวโน้มไปในทางไหน หลังจากที่เราได้ยอดขายสาขาเดิม เราก็มาดูต่อว่าบริษัทเปิดสาขาเพิ่มกี่สาขา อย่างกรณี makro เบื้องต้นจะเปิดอีก 3 สาขาในช่วงต้นปี เราก็ลองไปดูว่าสาขาเหล่านั้นใหญ่ไหมและมีกำลังซื้อมากไหม แล้วเราก็ตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับยอดขายที่เพิ่ม สมมุติว่าเราคิดว่าอีก 3 สาขาที่เปิดเพิ่มจะทำให้ยอดขายทั้งปีเท่ากับ 5 พันล้าน เราก็นำ 102820 คือยอดขายสาขาเดิม + 5000 เป็นยอดขายที่เราคาดการณ์ของปีนี้เป็นต้น

ธุรกิจค้าปลีกแตกต่างจากธุรกิจรับจ้างผลิต ถ้าบริษัทมีกำลังผลิตเท่าไหร่ยอดขายก็มักจะเท่าเดิมแต่ขายปีจะมีการเพิ่มขึ้นของยอดขายสาขาเดิมตลอด บวกกับ สาขาใหม่ทำให้การเติบโตค่อนข้างแน่นอน
ประเด็นต่อมาคือหุ้นค้าปลีกส่วนใหญ่จะรับเงินสด แต่จ่ายเงินเชื่อทำให้แม้จะขยายสาขาจำนวนมากบริษัทก็จะไม่ขาดเงินสด

ประเด็นต่อมาที่ทำให้ธุรกิจนี้กำไรโตมากคือการเพิ่มขึ้นของ gross margin ซึ่งมักจะมาจากสินค้าที่บริษัทได้กำไรมากกว่า เช่นกรณี cpall การขายแซนวิช หรืออาหารแช่แข็งบริษัทย่อมได้กำไรมากกว่าการขาย เถ้าแก่น้อยหรือมาม่า กรณีของ hmpro bigc makro ก็ขายสินค้า house band ก็คือสินค้าของบริษัทเอง การเพิ่มขึ้นของ gross margin นั้นส่งผลต่อกำไรสุทธิ์สูงมาก

ลองดูตัวอย่าง สมมุติตัวเลขธุรกิจค้าส่ง
sale 10000 gm 7% npm 2%
กำไรขั้นต้น 700 ล้านกำไรสุทธิ์ 200 ล้าน
ถ้า gross margin เพิ่มเป็น 8% จะกระทบต่อ npm สูงมาก
เนื่องจากค่าเสื่อมราคาไม่เพิ่ม(ถ้าไม่ขยายสาขา)ดอกเบี้ยจ่ายไม่เพิ่ม

สมมุติว่า gross margin เป็น 800 ล้านค่าใช้จ่ายอื่นๆแทบจะเหมือนเดิม เท่ากับกำไรส่วนเพิ่ม 100 ล้านนี้แทบจะไม่ต้องลบกับอะไรเท่าไหร่ ถ้าบริษัทมีฐานภาษี 30% กำไรส่วนเพิ่มก็จะเหลือ 70 ล้าน เท่ากับว่า กำไรเติบโต 20% เศษๆถ้าเทียบจากฐานกำไรเดิม 200 ล้าน โดยที่ยังไม่นับ sssg และสาขาใหม่กับรายได้อื่นๆ

ประเด็นต่อมาคือ การเปรียบเทียบ net profit margin ของหุ้นแต่ละตัวข้ามกันเช่น bigc marko ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเนื่องจาก bigc ขายให้ลูกค้าปกติแต่ makro เน้นค้าส่งจะทำให้ makro จะต้องมี margin น้อยกว่าเนื่องจากว่าถ้า makro margin เท่า bigc แล้วพวกโชว์ห่วยที่ซื้อของจาก makro จะไปขายกำไรได้อย่างไร

เราสามารถเห็นได้จาก gm ของ bigc ไตรมาสล่าสุด 16.6% ส่วน makro 8.6%
แต่สิ่งที่ชดเชยก็คือ makro มียอดขายปีล่าสุด 97000 ล้านแต่มีสินทรัพย์ 30319
แต่ bigc มียอดขาย 113640 แต่มีสินทรัพย์ 90000 จะเห็นได้ว่า makro มียอดขายเกือบ 3 เท่าของสินทรัพย์

แต่ bigc มีเพียง 1 เท่าเศษ ซึ่งทำให้แม้ gross margin ของ makro จะน้อยกว่า bigc มากแต่ขายบ่อยมากทำให้โดยรวมแล้วไม่ได้ด้อยกว่าเลย

ผมไม่ได้จะบอกว่า bigc ด้อยกว่า makro หรือ makro ดีกว่า bigc แต่ผมอยากจะสื่อว่า อย่าเทียบ ratio ข้ามกันเพราะธุรกิจต่างกันแม้จะอยู่กลุ่มเดียวกันครับ

ตอนหน้ามาดู cpall hmpro robins กันบ้างครับว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง

ที่มา : http://hongvalue.wordpress.com/ เครดิตคุณ Hong Value แห่ง VI

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ROE สำคัญอย่างไร.......

ROE สูงแล้วดีอย่างไร?
หลายคนอาจจะรู้ว่า ROE สูงหมายถึงผลตอบแทนของบริษัททำได้สูงเมื่อเทียบกับทุน แต่วันนี้ผมจะเล่ารายละเอียดเพิ่มว่า ROE ที่สูงต่อเนื่องนั้นส่งผลต่อ wealth ของผู้ถือหุ้นสูง ยกตัวอย่าง บริษัท มองได้แต่อย่าชอบ มีทุน 1,000ล้าน ทำกำไรได้ปีละ 200ล้าน ดังนั้น ROE จึงเท่ากับ 20% ถ้าบริษัทมองได้แต่อย่าชอบไม่จ่ายปันผลเลย ในปีต่อมา ทุนของบริษัทจะกลายเป็น 1,200ล้าน เพราะ 200ล้านจะเป็นกำไรสะสมของบริษัท ถ้าบริษัทจะรักษา ROE 20% บริษัทจะต้องมีกำไรโต 20% ซึ่งกำไรจะเพิ่มจาก 200ล้านเป็น 240ล้าน ซึ่งจะทำให้บริษัทมี ROE ในปีต่อมาที่ระดับ 20% ผมลองดูหุ้น 20-30 ตัวที่ให้ผลตอบแทนที่ดีถ้าถือระยะยาว เกือบทุกตัวจะมี ROE สูงสม่ำเสมอ ผมไม่แปลกใจเลยเพราะการรักษา ROE ในระดับสูงได้นานๆแสดงว่าการเติบโตของกำไรในระยะยาวจะต้องสูงด้วย และหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรระยะยาวสูงต่อเนื่อง ก็เป็นธรรมดาที่ผู้ถือหุ้นจะมีความมั่งคั่งสูง แต่การดู ROE ก็ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมอีก ก็คือว่าถ้าบริษัทจ่ายปันผล 100% ของกำไรที่บริษัททำได้ แม้บริษัทจะกำไรไม่โต แต่บริษัทก็สามารถรักษา ROE ในระดับสูงได้ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท รักนะเด็กโง่ มีทุน 2,000ล้าน และมีกำไร 400 ล้าน ก็จะมี ROE 20% ถ้าบริษัทนี้ปันผลออกมาทั้งหมด 400ล้าน ทุนของบริษัทก็จะเท่าเดิมก็คือ 2000 ล้านและถ้าบริษัททำกำไรได้เท่าเดิมคือ 400ล้าน บริษัทก็จะมี ROE 20%ไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าแม้กำไรไม่โต ROE ก็สูงต่อเนื่องได้ ซึ่งผมคิดว่าบริษัทลักษณะนี้ ระยะยาวแล้วผู้ถือหุ้นน่าจะได้อะไรน้อยกว่าบริษัทที่ไม่ปันผลเลยแต่โตปีละ 20% ดังนั้นถ้าเราเห็นหุ้นบางตัวมี ROEสูงต่อเนื่อง แต่เกิดกับบริษัทปันผลออกมาทั้งหมดของกำไรที่ทำได้ แบบนี้หุ้นตัวนี้อาจเข้าข่ายหุ้นที่ธุรกิจถึงอิ่มตัวเลยไม่ต้องนำเงินไปลงทุนเพิ่มก็ได้ นอกจากนี้การดู ROEจะมีหลายคนถกประเด็นเรื่องการก่อหนี้ของบริษัท เนื่องจากถ้าบริษัทก่อหนี้สูงและใช้ทุนต่ำ แม้บริษัทจะมี ROEสูง แต่บริษัทก็ดูมีความเสี่ยงสูง ประเด็นนี้ผมว่าเราต้องดูรายละเอียดเป็น case by case เช่นบางบริษัทมี D/E 0.4 เท่า และขายของเป็นเงินสด บริษัทจะขยายโรงงาน ถ้าดูจาก D/E ratio บริษัทคงจะกู้เงินได้สบายแต่บริษัทกลับเลือกเพิ่มทุน แบบนี้คงไม่เป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้น เพราะการเพิ่มทุนจะทำให้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่ม ในกรณีนี้แม้บริษัทจะมี D/E ต่ำก็ไม่ถือว่าดี เพราะบริษัทเลือกที่จะไม่กู้ทั้งๆที่กู้ได้ ในทางกลับกันถ้าอีกบริษัท D/E 0.8เท่า และเลือกจะกู้เพิ่มเพื่อลงทุน ทำให้หนี้เพิ่มขึ้น 50% D/E ก็กลายเป็น 1.2เท่า ถ้าการขยายกำลังผลิตเกิดผลสำเร็จขายของได้ดี กำไรของบริษัทจะเพิ่มขึ้นและทำให้ ROEสูงขึ้น ในกรณีนี้แม้ ROEสูง จากการเพิ่ม debt แต่ก็ถือว่าดีกว่าบริษัทแรกที่เลือกเพิ่มทุนทั้งๆที่กู้ได้ ถ้าเราจะตัดสินว่าบริษัทหลัง ROEสูงกว่า เพราะ D/Eสูงกว่า และมองว่าหุ้นไม่น่าสนใจเท่าบริษัทแรกเราก็อาจจะหลงประเด็น เท่าที่ผมรวบรวมข้อมูลของหุ้นที่ฟื้นตัวแรงๆหลังวิกฤติหลายตัว เป็นหุ้นที่ ROEสูง ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราเข้าใจว่า ROE ที่สูงส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นอย่างไร

ROE เท่าไหร่ถึงจะดี?
ถ้าเราคิดว่า ROE สูงๆสม่ำเสมอเป็นเรื่องดีแล้ว จะมีคำถามว่าแล้วระดับของ ROE ควรจะเป็นกี่% ผมคิดว่าควรจะมากกว่า 20%ต่อเนื่อง ถามว่าทำไมนั้นก็เพราะ ROE ควรจะมากกว่า WACCซึ่งWACC คือต้นทุนของบริษัทที่เป็นการถัวเฉลี่ยระหว่างส่วนของทุนและเงินกู้ ซึ่งปกติแล้วต้นทุนของบริษัทมักจะอยู่ในระดับ 8-10%โดยเฉลี่ย ถ้าบริษัทมี ROEเพียง 5% เท่ากับว่าต้นทุนของบริษัทสูงกว่าผลตอบแทนที่บริษัททำให้กับผู้ถือหุ้นหรือ WACC>ROE ถ้าเป็นแบบนี้ไปนานๆ ผู้ถือหุ้นของบริษัทคงแทบไม่ได้อะไรเลย เข้าข่ายเป็นบริษัทประเภท destroy value ซึ่งผมเห็นบริษัทที่มีโครงสร้างลักษณะนี้ ส่วนใหญ่หุ้นจะต่ำ BVเยอะ แล้วคนถือหุ้น 3-5ปี ก็จะแทบไม่ได้กำไร ส่วนใหญ่ขาดทุนด้วยซ้ำ ในทางกลับกันผมคิดว่าถ้าต้นทุนของบริษัทโดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 8-10% ROEที่สูงกว่าในระยะยาวก็ย่อมต้องสร้าง wealthให้กับผู้ถือหุ้นได้สูงอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนตัวผมจะสนใจถ้าหุ้นมี ROEมากกว่า 20%ขึ้นไป เพราะว่ามากกว่าต้นทุนของบริษัทถึงสองเท่า แบบนี้ยิ่งถือนานก็ยิ่งดี

ที่มา : http://hongvalue.wordpress.com/ เครดิตคุณ HONG ครับ

Five Force ของ Michael Porter

โมเดล Five Force ของ Michael Porter เป็น Model ที่นิยมกันมากในการวิเคราะห์ตลาดเพื่อให้รู้ถึงสภาพแวดล้อมของธุรกิจของเรากับสิ่งรอบข้างที่มีผลต่อการทำธุรกิจของเรา โดยเป็นการวิเคราะห์ในเชิงบวกที่ไม่ใช่เพียงการเอาชัยเหนือคู่แข่งแต่ยังพูดถึงการร่วมมือกันเป็นพันธมิตร อย่างไรก็ตาม มักมีความเข้าใจกันว่า การวิเคราะห์ธุรกิจโดยนำหลัก Five Force มาใช้นั้นควรใช้สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการแข่งขันสูงส่วนธุรกิจขนาดเล็กนั้นไม่มีความจำเป็นต้องทำเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็สามารถใช้ Model ธุรกิจแบบ Five Force มาใช้ได้เพื่อเสริมให้ธุรกิจของเรานั้นมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น




Five Force:



1. Rivalry Among Current Competitors: การแข่งขันกันระหว่างคู่แข่งภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน



2. Bargaining Power of Suppliers: อำนาจต่อรองของ Supplier



3. Bargaining Power of Customers: อำนาจต่อรองของลูกค้า



4. Threat of Substitute Products or Services: ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน



5. Threat of New Entrance: ภัยคุกคามจากผู้แข่งขันหน้าใหม่



สิ่งที่ควรคำนึงถึง



ทำยังไงให้ อำนาจต่อรองของ Supplier และของลูกค้า ต่ำลง



อาจทำได้โดย ผู้ผลิต(หมายถึงเรา) อาจรวมกลุ่มกันขึ้นมาต่อรองราคากับ Supplierเช่น สมมติว่า ถ้าเราเป็นเจ้าของร้านคอมในพันทิพย์ เราอาจรวมตัวกัน 100 ร้าน สั่งคอมมาทีเดียว ให้ Supplier ลดราคาให้เป็นพิเศษ

สำหรับลูกค้า เราอาจรวมตัวกันทุกร้านขายราคาเดียวกันหมด ลูกค้าก็กดราคาเราไม่ได้



ทำยังไงที่จะทำให้ภัยคุกคามไม่เกิด เช่น ตั้งชมรมผู้ขายคอม แล้วบอกเจ้าของตึกว่า ไม่ให้รับร้านค้าเพิ่มแล้ว

ตัวอย่างกรณีสมมติ-การวิเคราะห์ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามหลัก Five Force



****** ตัวอย่างนี้นำเสนอเพื่อวิเคราะห์ Model ทางการตลาดแบบ Five Force เท่านั้น มิได้อ้างอิงเหตุการณ์และสถานที่ที่มีอยู่จริงแต่อย่างใด*****



ธุรกิจ : ร้านขายของชำร่วยในสวนจตุจักร







ธุรกิจนี้เป็นการเปิดร้านขายของชำร่วยในตลาดนัดสวนจตุจักร ซึ่งของชำร่วยที่ขายอาจเป็นได้ทั้งของขวัญ ของที่ระลึก หรือของสมนาคุณที่นิยมแจกตามงานต่างๆ เช่น เครื่องเคลือบเซรามิค เครื่องปั้นดินเผา ช้อนส้อม พวงกุญแจ ไฟฉายขนาดพกพา เป็นต้น โดยจะนำมาวิเคราะห์กลไกทางการตลาดด้วยหลัก Five Force Analysis ของ Michael Port ดังนี้



1. Rivalry Among Current Competitors (การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม)



จากการสำรวจในตลาดนัดสวนจตุจักรพบว่าธุรกิจขายของชำร่วยมีผู้ประกอบการอยู่ประมาณ 15 รายโดยจำแนกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มโซนขายของชำร่วย (10 ราย) และกลุ่มที่กระจายอยู่ทั่วไป (5ราย)



ในกลุ่มโซนที่ขายของชำร่วยด้วยกันเองนั้นก็มิได้ตั้งอยู่ติดกัน การแข่งขันแย่งชิงลูกค้าไม่เข้มข้นเท่ากับกรณีที่ร้านอยู่ติดกัน เช่น ในย่านพาหุรัด เป็นต้น เนื่องจากไม่มีการเปรียบเทียบสินค้าให้เห็นได้ง่ายเพราะว่าร้านอยู่ห่างกันพอสมควร(ประมาณ 3-4 ห้อง) และผู้ค้าเองก็สามารถที่จะนำเสนอสินค้าได้ง่ายขึ้น



ส่วนในกลุ่มที่อยู่กระจายอยู่ทั่วไปนั้นอาจเรียกได้ว่าไม่มีผลมากนักต่อการแข่งขัน เนื่องจากสินค้าชนิดนี้เป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม และทางสวนจตุจักรเองก็จัดโซนให้ร้านค้าที่ขายของชำร่วยนี้อยู่เป็นกลุ่มเดียวกัน ตามปกติแล้วลูกค้าที่ต้องการเข้ามาหาซื้อของมักจะตรงเข้าไปหาแหล่งอยู่แล้ว ส่วนลูกค้าที่ใช้บริการร้านค้าในกลุ่มนี้มักจะเป็นพวกที่ได้รับคำแนะนำบอกต่อมาอีกที ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นคนละกลุ่มกัน



อย่างไรก็ตามก็มิควรตัดร้านค้าที่อยู่นอกกลุ่มออกจากคู่แข่งขัน เพราะว่าร้านพวกนี้อาจจะคิดกลยุทธ์ใหม่ๆ ในการขายสินค้าเพื่อแข่งขันกับกลุ่มที่อยู่รวมกัน ดังนั้นผู้ค้าจึงควรพัฒนาสินค้าและบริการของร้านอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันมิให้ข้อได้เปรียบเรื่องฐานลูกค้านี้ถูกแย่งชิงไปโดยคู่แข่งขัน



2. Bargaining Power of Suppliers (อำนาจการต่อรองของ Suppliers)



สินค้าของชำร่วยส่วนใหญ่จะมีแหล่งผลิตมาจากที่เดียวกัน เช่น เครื่องเซรามิคจะมีโรงงานผลิตโดยเฉพาะคือโรงงงานย่านดอนเมือง หรือช้อนส้อมแสตนเลสก็จะมีโรงงานที่ผลิตจากแหล่งเดียวกัน(ย่านลาดกระบัง) เป็นต้น ดังนั้น Suppliers จะมีอำนาจต่อรองมากกว่าเพราะว่าแหล่งผลิตสินค้าประเภทนี้มีไม่มากนัก แต่ก็ยังมีวิธีการที่สามารถนำมาใช้เพื่อลดอำนาจการต่อรองของ Suppliers ได้หลายวิธี



วิธีการที่จะลดอำนาจของ Suppliers วิธีหนึ่ง ก็คือ ผู้ค้าขายของชำร่วยจะต้องรวมกลุ่มกันไปต่อรองราคา ในกรณีที่สวนจตุจักรนี้ผู้ค้าทั้ง 10 รายที่อยู่ในโซนเดียวกัน ต้องรวมกลุ่มกันสั่งซื้อสินค้าคราวเดียวกันครั้งละมากๆ โดยเข้าไปต่อรองกับ Suppliers ว่าต้องการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากและให้ลดราคาขายส่งให้กับกลุ่มสวนจตุจักรนี้ จะทำให้ต้นทุนราคาของลดลง ผู้ค้าก็สามารถทำกำไรได้มากขึ้นโดยที่ไม่ต้องเพิ่มราคาสินค้าหรือหาโปรโมชั่นอื่นๆ มาเป็นจุดดึงดูดลูกค้า



ประโยชน์ที่จะได้อีกประการหนึ่งก็คือ กลุ่มที่จัดตั้งขึ้นอาจจะกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ ลูกค้าชั้นดี ของโรงงาน อำนาจการต่อรองต่างๆ เช่น การขอลดราคา การขอเครดิต ก็ทำได้ง่ายขึ้น หากรวมกลุ่มได้ใหญ่มากเท่าไรก็เป็นการลดอำนาจการต่อรองของ Suppliers ได้มากเท่านั้น โอกาสที่จะทำกำไรจากการขายสินค้าโดยที่มิต้องไปเพิ่มโปรโมชั่นหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็เกิดขึ้นได้ง่าย



3. Bargaining Power of Customer (อำนาจการต่อรองของลูกค้า)



การรวมกลุ่มกันของผู้ขายของชำร่วยไม่เพียงแต่จะได้ประโยชน์จากการซื้อสินค้าได้ถูก (ในกรณีข้อ 2) แล้ว ยังทำให้อำนาจการต่อรองของลูกค้าลดลงอีกด้วย วิธีนี้ใช้การกำหนดราคากลางของสินค้าขึ้นมาภายในกลุ่มเป็นราคาเหมือนกันหมด ซึ่งสามารถทำได้ง่ายมากเนื่องจากว่าสินค้ามีแหล่งผลิตและต้นทุนเดียวกัน ลูกค้าจะไม่สามารถต่อรองผู้ค้าได้เพราะราคาแต่ละร้านเท่ากันหมด หากไม่พอใจในราคาสินค้าก็จำเป็นต้องซื้อเพราะว่าร้านอื่นก็ขายราคาเท่ากัน



ส่วนการทำกำไรด้านอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องของเทคนิคแต่ละร้านว่าจะทำได้จากทางไหนบ้าง โดยไม่กระทบต่อราคากลางที่ตกลงกันไว้ ตัวอย่างเช่น ถ้วยเซรามิค ซึ่งกำหนดราคากลางไว้ที่ 10 บาทต่อ 1 ถ้วย ร้านหนึ่งอาจจะทำ Package ให้สวยโดยการนำไปห่อด้วยพลาสติกสีสวยสดใสแล้วพิมพ์รายละเอียดตามที่ลูกค้าต้องการลงไป ซึ่งอาจเพิ่มราคาเป็น 12-15 บาทได้ แล้วแต่กรณี



4. Threat of Substitute Products or Services (ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน)



สินค้าประเภทของชำร่วยนี้เป็นสินค้าที่มีจุดประสงค์เพื่อนำไปเป็นที่ระลึกในวาระต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานศพ งานวันเกิด งานเปิดตัวสินค้าหรือร้านค้า เป็นต้น โดยของที่ระลึกที่จะนำมาขายนี้จะต้องเป็นของที่ทำเองได้ยาก เพื่อเป็นการลดอำนาจจากสินค้าทดแทน เพราะว่าหากลูกค้าสามารถทำเองได้แล้วก็คงไม่มาซื้อสินค้าจากร้านค้าไปใช้



สินค้าที่จะนำมาเป็นของชำร่วยนั้นมีหลายชนิดและความหมายกว้างมาก อาจกล่าวได้ว่าทุกสิ่งสามารถนำมาใช้เป็นของชำร่วยได้ทั้งนั้น แต่ที่นิยมนำมาใช้กันมาก เช่น การ์ด ช้อนส้อม พวงกุญแจ นั้นจะเห็นได้ว่าเป็นสินค้าที่ลูกค้าไม่สามารถผลิตได้เอง จะต้องไปสั่งทำจากโรงงานซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายที่สูง เพราะต้องสั่งทีละจำนวนมากๆ อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างโรงงานกับบุคคลทั่วไปก็ไม่เท่ากับความสัมพันธ์ระหว่างโรงงานกับผู้ค้าโดยตรง ดังนั้น ลูกค้าจึงไม่ค่อยนิยมที่จะผลิตหรือไปซื้อเองตามแหล่งผลิต



ภัยที่เกิดจากสินค้าทดแทนไม่ค่อยเห็นเด่นชัดนักในเวลานี้ เพราะว่าคนทั่วไปก็ยังนิยมให้ของที่ระลึก หรือให้ของชำร่วยกันในโอกาสต่างๆ เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจที่ดีต่อกัน สิ่งที่ผู้ค้าควรกระทำก็คือพยายามหาสินค้าที่ใหม่ๆ ดูแล้วดี เพื่อแสดงถึงเจตนาของผู้ให้ของที่ระลึกว่าให้เพื่อเป็นการตอบแทนกัน



5. Threat of New Entrants (ภัยคุกคามจากผู้แข่งขันหน้าใหม่)



ธุรกิจขายของชำร่วยเป็นธุรกิจที่สามารถทำเงินได้ไม่ยากนัก เนื่องจากว่าคนไทยนิยมให้ของที่ระลึกกันในงานเทศกาลหรือโอกาสต่างๆ ดังนั้นธุรกิจนี้จึงมีความน่าสนใจในด้านการลงทุน และอาจเป็นการยากที่จะกันผู้ค้ารายใหม่ที่เข้ามาลงทุน



วิธีการป้องกันภัยคุกคามจากผู้แข่งขันหน้าใหม่ สำหรับร้านขายของชำร่วยในสวนจตุจักรที่มีอยู่ประมาณ 10 ร้านนั้น (เฉพาะในแหล่งกลุ่มเดียวกัน) จะต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อสร้าง Brand ขึ้นมา ตัวอย่างเช่น กลุ่มของชำร่วยจตุจักรซอย 19 หรือ กลุ่มของชำร่วยจตุจักร เพื่อให้ลูกค้าได้รู้จักและติดกับ Brand นั้น อาจจะทำ Brochure แสดงสินค้าแจกตามหน้าตลาดหรือตามป้ายรถเมล์ เพื่อบอกให้รู้ว่าร้านขายของชำร่วยที่ตลาดนัดสวนจตุจักรนี้มีอยู่ที่เดียว คือ ซอย 19 นอกเหนือจากนี้ก็เป็นร้านที่ไม่ใช่กลุ่ม โดยปกติลูกค้าต้องการดูและเปรียบเทียบสินค้าที่มีจำนวนมาก เพื่อเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อรวมตัวกันได้แล้วก็จะทำให้ลูกค้าติด และเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ผู้ค้าหน้าใหม่ที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจก็ต้องเข้ามาร่วมกลุ่มด้วย หากว่าตั้งอยู่โดดเดี่ยวหรือไม่ใช่กลุ่มแล้ว โอกาสที่จะขายสินค้าได้นั้นจะมีน้อยกว่า เพราะว่า Brand ที่กลุ่มได้สร้างขึ้นมานั้นแข็งพอที่จะดึงลูกค้าให้เข้ามาอุดหนุนได้



อีกวิธีการหนึ่งก็คือ การแตก Brand คือการที่เจ้าของร้านต้องขยายร้านเอง โดยการตั้งร้านใหม่ ชื่อใหม่ แต่เป็นเจ้าของเดิม และจัดเป็นกลุ่มขึ้น เพื่อเป็นการสกัดกั้นมิให้ผู้ค้ารายอื่นเข้ามาเปิดกิจการแข่ง เพราะว่ามีร้านขายอยู่เยอะแล้ว จะเป็นการแย่งลูกค้าและลดรายได้กันเอง

NET MARGIN ต่ำดาบสองคม

NET MARGIN ต่ำดาบสองคม หลายคนเวลาอ่านงบการเงินแล้วเจอบริษัทที่มี NET MARGIN 1–2%

จะรู้สึกว่าเป็นหุ้นที่ไม่น่าสนใจ จริงๆแล้ว NET MARGIN ต่ำ ถ้าเพิ่ม MARGIN ได้นิดเดียว กำไรโต

ระเบิดเลย อย่างบริษัทขายส่งคอมพิวเตอร์ที่มีมาร์ จิ้นบางมากแค่ 1% เศษๆเมื่อหลายปีก่อน แต่มีการ

บริหารจัดการที่ดี มาร์จิ้นก็ค่อยๆเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นในรอบหลายปีก็ขึ้นมาหลายเท่ามาก ผมคิดว่าหุ้นหลาย

ตัวธรรมชาติของธุรกิจจะมีมาร์จิ้นที่ค่อนข้างต่ำ แต่ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี ก็สามารถเป็นหุ้น

GROWTH ที่เติบโตต่อเนื่องได้ กลับกันหุ้นบางตัวที่ MARGIN สูงแบบผิดปกติเข้าข่าย Too Good to Be

True ธุรกิจที่คู่แข่งรายใหม่เข้าไปแข่งได้ง่ายจะทำให้ MARGIN ที่สูงนั้นไม่สามารถรักษาได้นาน อย่าง

หุ้นผลิตอิฐมวลเบาหรือนำเข้าถ่านหินเมื่อหลายปีก่อนที่เคยมี GROSS MARGIN สูงมากๆ และการเข้า

มาของคู่แข่งก็ไม่ได้ยาก สุดท้ายกำไรของสองบริษัทนี้ก็ลดลงอย่างมากจากการเข้ามาของคู่แข่ง ดัง

นั้นการที่หุ้นมี GROSS MARGIN หรือ NET MARGIN ที่สูง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไป ใน

ทางกลับกัน NET MARGIN ต่ำก็ไม่ได้แย่เสมอไป ดังนั้นเวลาเราดูตัวเลข GROSS MARGIN และ NET

MARGIN เราต้องคิดด้วยว่ามันเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจไหม เรื่องนี้จะมีการขยายความในส่วนของ

FIVE FORCED MODEL ในภายหลัง ตัวเลขสินทรัพย์ในงบการเงินนั้นไม่ได้สะท้อนถึงคุณค่าบางอย่าง

ที่สินทรัพย์ไม่ได้แสดงออกมา เช่น คุณอาจเข้าไปดูในสินทรัพย์ของขนมปังฟาร์มเฮาส์ ว่ามีเท่าไหร่

และบริษัททำกำไรได้เท่าไหร่ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณใช้เงินลงทุนเท่ากับสินทรัพย์ของฟาร์มเฮาส์

แล้วคุณจะได้กำไรเท่ากับฟาร์มเฮาส์ทำได้ เพราะแบรนด์ของเขาติดตลาดไปเรียบร้อยแล้ว และเขายังมี

ระบบการขนส่งที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากขนมปังเป็นของสด ถ้าเขาต้องขายทั่วประเทศ ระบบขนส่งต้องดี

มาก ซึ่งคงไม่ใช่สิ่งที่เลียนแบบกันง่ายๆ หรือการที่คุณดูว่าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีสินทรัพย์เท่าไหร่

และทำกำไรได้เท่าไหร่ (ROA) ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณมีเงินลงทุนเท่ากับสินทรัพย์โรงพยาบาลบำรุง

ราษฎร์แล้วคุณจะได้กำไรเท่ากับเขา เพราะว่าแบรนด์ของโรงพยาบาลเขาแข็งมาก เป็นที่น่าเชื่อถือและ

เป็นที่รู้จัก คนไข้ต่างประเทศก็เดินทางมารักษาเป็นจำนวนมาก หมอที่เก่งๆก็มีจำนวนมาก ถ้าคุณลงทุน

สร้างโรงพยาบาลขึ้นมา ประเด็นคือ คนทั่วไปจะไว้วางใจโรงพยาบาลของคุณเหรอว่ารักษาดีจริง ถ้า

จ่ายค่าหมอเท่ากัน หมอเกือบทุกคนคงเลือกไปทำงานที่บำรุงราษฎร์มากกว่าที่จะมาทำงานกับโรง

พยาบาล NO NAME ที่เพิ่งเปิด เห็นหรือยังครับว่าอัตราส่วนทางการเงินที่แสดงในงบไม่ได้สะท้อน

ปัจจัยเหล่านี้ออกมา แต่ถ้าคุณจะลงทุนซื้อหุ้นคงต้องวิเคราะห์ปัจจัยเชิงปริมาณกับคุณภาพไปพร้อมๆ

กัน มากกว่าจะวิเคราะห์เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง


อัตราส่วน SG&A / SALE (Selling, general, and administrative/SALE)

ปกติอัตราส่วนนี้จะเอาไว้ดูว่าบริษัทมีค่าใช้จ่ายเป็นสัดส่วนเท่าไหร่เมื่อเทียบกับยอดขาย ตามปกติแล้ว

ตัวเลขยิ่งต่ำยิ่งดี แต่ก็มีข้อแม้ในบางกรณีเหมือนกัน เช่น บริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้นเวลาเปิดโครงการจะ

ยังไม่สามารถบันทึกรายได้ในงบกำไรขาดทุน แต่จะมีค่าใช้จ่ายทันทีเวลาที่เปิดโครงการ เช่น ค่า

โฆษณาต่างๆ ดังนั้น ถ้าเราดู SG&A/SALE เราก็จะบอกว่าบริษัทคุมค่าใช้จ่ายได้ไม่ดี แต่ความจริงแล้ว

ไม่ใช่ เพราะบริษัทยังไม่สามารถรับรู้รายได้ในตอนนี้ได้ ทำให้ยอดขายเพิ่มไม่ทันค่าใช้จ่าย ดังนั้นเรา

ต้องดูว่า % ของ SG&A เติบโตมากหรือน้อยกว่ายอด pre sale เช่น

บริษัท มันต้องมีดีซักซี้ดนึง

             2552 2553

Pre sale 1000 1300

SG&A     150  180

SG&A/SALE 15% 13.8%

จะเห็นได้ว่า บริษัท มันต้องมีดีซักซี้ดนึง ทำยอดจองได้เพิ่ม 30% จาก 1000 เป็น 1300 มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

เพียง 20% แสดงว่าคุมค่าใช้จ่ายได้ดี เนื่องจากยอดจองโตมากกว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ทำ

ให้อัตราส่วน SG&A/SALE ลดลง จะเห็นได้ว่ากรณีนี้ ถ้าเราใช้การวิเคราะห์ SG&A/SALE

ธรรมดา เราอาจจะหลงคิดว่าบริษัทไม่น่าสนใจก็ได้ เพราะถ้าปี 2553 บริษัทนี้ยังไม่มีโครงการเก่าๆที่

ครบกำหนดโอนบ้าน ยอดรับรู้รายได้อาจจะไม่เติบโต แต่พอไปดูค่าใช้จ่ายกลับโตตั้ง 20% นอกจากนี้

เรายังสามารถต่อยอดแนวคิดนี้ได้ด้วยก็คือ เวลาเราเปรียบเทียบหุ้นอสังหาริมทรัพย์ เราไม่ควรดู net

margin เนื่องจากว่าบริษัทที่กำลังเติบโตมากๆ จะต้องขายโครงการได้เยอะ แต่นั่นจะทำให้ค่าใช้จ่ายของ

บริษัทเยอะและไปกดให้ net profit margin ลด ถ้าเรานำบริษัทนี้ไปเปรียบเทียบกับอีกบริษัทที่ช่วงหลังไม่

ค่อยมีออกโครงการอะไร ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่เยอะ net profit margin เลยดูสูงกว่า แบบนี้ก็จะทำให้คนเข้า

ใจผิดได้

ถ้าคุณอยากดูอัตราการทำกำไรของหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ดูที่ gross margin
น่าจะสะท้อนมากกว่า net margin ครับ

ที่มา : http://hongvalue.wordpress.com/2012/04/11/%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1-npm-sga/

สัญญาณหลอก จากงบการเงิน

สัญญาณหลอก จากงบการเงิน


ทุกๆไตรมาส บลจ. จะประกาศงบการเงินออกมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมจะคอยติดตามว่าหุ้นที่ตัวเองถือ รวมถึงหุ้นที่กำลังสนใจอยู่ประกาศรึยัง เพื่อที่จะได้ Load มาอ่านแล้ววิเคราะห์เพื่อใช้ในการตัดสินใจต่อไป



ทีนี้ดูงบนี่ดูกันไปทำไมครับ...



ต้องย้อนกลับมาดูหลักการทั่วไปของการซื้อธุรกิจก่อนครับ

เวลาเราซื้อธุรกิจ เราก็มักจะต้องดูผลงานย้อนหลังไปหลายปี ว่ามีผลงานดีแค่ไหนผันผวนแค่ไหน เพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการคาดการณ์อนาคตของธุรกิจ ... ใจความสำคัญมันอยู่ตรงนี้เองครับ การซื้อธุรกิจหรือการซื้อหุ้น เราซื้อที่อนาคตของธุรกิจ ผลงานที่ผ่านมาในอดีตเป็นเพียงตัวช่วยในการคาดอนาคตเท่านั้นเอง



เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรจะสนใจในงบการเงินคือสิ่งที่จะบ่งบอกให้เห็นถึงอนาคตของบริษัท พอดีว่าผมเจอบางคนที่ดีใจว่าบริษัทประกาศกำไรออกมาดี แต่กลับไม่ได้ดูเลยว่าตัวเลขเหล่านั้นบางทีมันสะท้อนให้เห็นถึงอนาคตที่ไม่สวยงามของบริษัทเท่าไหร่นัก



ยกตัวให้ดูนะครับว่า Case ข้างต้นมีหน้าตาเป็นไง

- บริษัท A ทำธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า ปกติบริษัทนี้มียอดขายประมาณ 100 ล้านต่อไตรมาส กำไรสุทธิประมาณ 10 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของรายได้ บริษัทนี้มีหุ้นทั้งสิ้น 10 ล้านหุ้น (คิดเป็น eps ประมาณ 1 บาทต่อไตรมาส หรือ 4 บาทต่อปี) ราคาหุ้นซื้อขายกันอยู่ประมาณ 24 บาทหรือคิดเป็น p/e ประมาณ 6 เท่า (เพราะบริษัทไม่มีการเติบโตมานาน p/e ที่ซื้อขายจึงไม่สูงนัก)

- เวลาผ่านไป บริษัทนี้ประกาศงบการเงิน Q2 ออกมาว่าบริษัทสามารถทำรายได้สูงถึง 150 ล้านบาท และทำกำไรได้ 15 ล้านบาท นักลงทุนเห็นก็ดีใจเพราะว่าบริษัทสามารถทำกำไรเพิ่มจากปกติได้ถึงประมาณ 50% เลยรีบกระโจนเข้าไปซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าราคาหุ้นยังอยู่นิ่งๆ ไม่ตอบรับข่าวดีที่ออกมา เลยซื้อเข้า Port ไปที่ราคา 24 บาท เพราะกะว่าถ้าบริษัทกำไรได้ 15 ล้านต่อไตรมาส eps ก็จะออกมาประมาณ 6 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น p/e เพียง 4 เท่าเท่านั้น

- เวลาผ่านไปอีกแล้ว บริษัทประกาศงบ Q3 ออกมาทำรายได้เพียง 50 ล้านบาท และมีผลขาดทุน 1.67 ล้านบาท หุ้นดิ่งลงอย่างรวดเร็วเพราะเห็นว่าบริษัทขาดทุนนักลงทุนท่านเดิมตัดใจขายหุ้นทิ้งไปที่ราคา 10 บาท



case ข้างต้นนี้สอนอะไรเราได้บ้าง ...?

- ถ้าดูลงไปลึกๆจะเห็นว่าใน Q2 ที่บริษัททำรายได้ได้สูงนั้น เพราะว่าลูกค้ามีความจำเป็นต้องเร่งงานให้เร็วขึ้นกว่าปกติจึงได้ส่ง Order ของ Q3 มาให้บริษัทเร่งผลิตส่งให้ทันในไตรมาส 2 จำนวน 50 ล้านบาท .. รายได้จึงเพิ่มขึ้นจาก 100 มาเป็น 150

- เมื่องานของ Q3 ถูกดึงไปลงใน Q2 แล้ว 50 ล้าน พอถึงเวลา Q3 จริงๆ รายได้เลยหดลงมาเหลือเพียง 50 ล้าน

- ถ้าดูงบ Q2 ต่อก็จะเจอว่าบริษัทนั้นมี Net Profit Margin (NPM) คงที่ที่ประมาณ 10% ทั้งๆที่ปกติแล้วเมื่อบริษัทมี Vol สั่งซื้อที่มากขึ้น ถ้ากำไรต่อหน่วยใกล้เคียงเดิม NPM มักจะเพิ่ม เพราะว่าค่าใช้จ่ายขายและบริหารหลักๆนั้นมักจะมีส่วนที่เป็นต้นทุนคงที่อยู่พอสมควร แต่ในกรณีนี้ NPM ของ Q2 นั้นคงที่ที่ 10% ตามหลักของนักลงทุนที่ดีควรจะเจาะดูให้ละเอียดว่า NPM ที่ควรจะเพิ่มขึ้นกลับคงที่ มันมีสัญญาณไม่ค่อยดีบอกเราอยู่บ้างแล้ว...



ลองมาดูงบรายไตรมาสของบริษัท A กันนะครับว่าหน้าตาเป็นยังไงจริงๆ และมันส่งสัญญาณให้นักลงทุนมองอนาคตยังไงบ้าง



- งบไตรมาสก่อนหน้าของบริษัททำมาได้อย่างสม่ำเสมอ มีหน้าตาแบบนี้

รายได้ 100 ล้าน

ต้นทุนสินค้า 80 ล้าน

กำไรขั้นต้น 20 ล้าน คิดเป็น GPM ที่ 20%

ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร 10 ล้าน (สมมติว่าค่าใช้จ่ายด้านนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนผู้บริหารเป็นหลักซึ่งมักจะเป็น Fix cost ที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่)

กำไรสุทธิ 10 ล้านบาท คิดเป็น NPM ที่ 10%



- งบไตรมาส 2

รายได้ 150

ต้นทุนสินค้า 125

กำไรขั้นต้น 25 คิดเป็น GPM ที่ 16.67

ค่าขายและบริหาร 10

กำไรสุทธิ 15 ล้านบาท คิดเป็น NPM ที่ 10%



- งบไตรมาส 3

รายได้ 50

ต้นทุนสินค้า 41.67

กำไรขั้นต้น 8.33 คิดเป็น GPM ที่ 16.67%

ค่าขายและบริหาร 10

ขาดทุน 1.67 ล้านบาท



นักลงทุนที่ไม่ละเอียดดูเพียงแค่อดีตซึ่งก็คืองบ Q2 ที่ประกาศออกมาว่ามีกำไรดีโตจากปกติ 50% จึบรีบเข้าไปซื้อ แต่หารู้ไม่ว่ากำไรที่เพิมขึ้นมานั้นเป็นผลมาจาก Order ของ Q3 ที่ถูกเร่งมาส่งมอบใน Q2



นอกจากนี้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทซึ่งดูได้จาก GPM นั้นลดลงจาก 20 เหลือ 16.67% ทั้งนี้สาเหตุอาจจะมาจากความรุนแรงในการแข่งขัน ทำให้บริษัทจำเป็นจะต้องลดราคาให้ลูกค้าเพื่อรักษายอดขายเอาไว้ เพราะฉะนั้นปกติถ้าเราเห็น GPM ที่ลดต่ำลงกว่าปกติเราควรจะเจาะลึกลงไปให้ดูมากขึ้นว่าที่ลดลงนั้นลดลงเพราะอะไร เป็นปัญหาชั่วคราวหรือว่าถาวร ในกรณีของบริษัท A นั้น การลดราคาเพราะต้องตัดราคาแข่งกับคู่แข่งนี้ดูจะเป็นปัญหาถาวร จนทำให้ผลงานที่ออกมาใน Q3 นั้นมี GPM พอๆกับ Q2



ถ้าไม่มีปัจจัยอะไรเปลี่ยนแปลงมากมายนับจากนี้ นักลงทุน VI ที่มีประสบการณ์ก็พอจะประมาณงบของไตรมาสต่อๆไปได้หลังจากประมาณงบ Q3 ว่าน่าจะออกมาประมาณนี้

รายได้ 100

ต้นทุนสินค้า 83.33

กำไรขั้นต้น 16.67

ค่าขายและบริหาร 10

กำไรสุทธิ 6.67 คิดเป็น 0.67 ต่อหุ้นต่อไตรมาส หรือ eps เท่ากับ 2.67 บาทต่อปี

- เมื่อเห็นว่า แม้บริษัทน่าจะสามารถทำกำไรได้ลดลงจากปกติ 4 บาทต่อหุ้นเหลือเพียง 2.67 บาทต่อหุ้น แต่ราคาหุ้นที่ดิ่งลงก็ตอบสนองกับข่าวร้ายซะจนเกินเหตุเหลือเพียง 10 บาท คิดเป็น p/e ประมาณ 3.7 เท่า VI ที่มีประสบการณ์ก็อาจจะใช้โอกาสนี้เข้ามาซื้อหุ้นที่ราคาต่ำเกินจริงๆและสามารถทำกำไรได้ไม่ยากนัก



ตัวอย่างที่แสดงข้างต้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติที่ผมคิดตัวเลขง่ายๆมาใช้ แต่ในสถานการณ์จริงๆ ผมก็เห็นสิ่งเหล่านี้เกิดอยู่ในตลาดหุ้นอยู่เรื่อยๆ รายละเอียดอาจจะคล้ายๆแบบนี้ บางกรณีอาจจะมีความซับซ้อนกว่านี้ แต่นักลงทุนที่ดีก็จะเจาะรายละเอียดของงบการเงิน เพื่อดูถึงสัญญาณต่างๆที่งบการเงินพยายามจะบอกเราให้เห็นถึงโอกาสหรือวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทุกวันในตลาดหุ้น



หมายเหตุ

- บริษัท A นี้เป็นแสดงถึง Negative signal ที่งบบอกให้เราเห็นแม้ว่าบริษัทจะสามารถกำไรสุทธิได้มากขึ้น ซึ่ง case แบบนี้มักจะทำให้นักลงทุนเจ็บตัว

- ในขณะที่บางบริษัทอาจจะแสดง Positive Signal ในลักษณะที่ตรงข้ามกับบริษัท A คือบริษัทอาจจจะแสดงกำไรสุทธิที่ลดต่ำลง และถ้าเจาะลงไปให้ลึกแล้วจะเห็นว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าราคาหุ้นในตลาดลดต่ำเพราะมากเพราะตลาดเห็นว่าบริษัททำกำไรได้ลดต่ำลง ทั้งๆที่งบการเงินกำลังส่งสัญญาณเป็นบวกให้กับเรา .. นี่แหละครับจะเป็นโอกาสการทำกำไรที่ดีของนักลงทุนที่ทำการบ้านและมีความเข้าใจงบการเงินที่ดีกว่า

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Common Stocks and uncommon Profit and other Writing

เล่มนี้เป็นหนังสือเล่มแรกที่ Phillip A. Fisher เขียนไว้ แต่หลายคนอาจจะอ่านแล้วไม่เข้าใจ
เค้าจึงเขียนขึ้นมาอีกเล่มหนึ่ง ชื่อ Paths to wealth thought common stocks ซึ่งเป็นเล่มถัดมาที่อธิบายเพิ่มเติม และทำให้อ่านง่ายขึ้นมากกว่าเล่มแรก

Paths to Wealth Through Common Stocks

แม้ว่าผมจะเขียน blog หนังสือเล่มนี้ก่อน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเขียนหนังสือเล่มนี้ของ Phillip A.Fisher เป็นเพื่อการขยายความหนังสือ เล่มแรกของเค้าที่ชื่อว่า Common Stocks and Uncommon Profits and Other Writing ซึ่งทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านง่ายขึ้นอีกหน่อย

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญของหุ้น

1.P/E Ratio (Price per Earning Ratio) สูตร  คือ ราคาหุ้น/Earning Per Shareกี่เท่า
    อัตราส่วนนี้ ใช้วัดว่า หากเราลงทุนในหุ้นตัวใด ๆ แล้ว จะใช้เวลาทั้งหมดกี่ปีถึงจะได้มูลค่าที่ลงไป ตัวเลขนี้ยิ่งต่ำจะยิ่งดี ยกตัวอย่าง เช่น หากเราซื้อหุ้น A ไปในราคา 5 บาท จากข้อมูลย้อนหลังของหุ้น A มีข้อมูลว่า หุ้น A สามารถทำกำไรสุทธิ (กำไรที่เกิดจากการประกอบการทั้งหมด)  ต่อปี เท่ากับ 1 บาทแล้ว ค่า P/E Ratio ของหุ้น A จะเท่ากับ 5 เท่า
จากสูตร    ราคาหุ้น/Earning Per Share(กำไรสุทธิต่อหุ้น)    
ราคาหุ้น A = 5 บาท
EPS (กำไรสุทธิ) ของหุ้น A = 1 บาท
ใส่ตัวเลขลงในสูตร   
       ราคาหุ้น A/Earning Per Share ของหุ้น A  =  5/1
                                                                    = 5  เท่า
ฉะนั้น P/E Ratio ของหุ้น A เท่ากับ 5 เท่า


2. Book Value(BV) มูลค่าหุ้นทางบัญชี
      BV เป็นมูลค่าตัวกิจการของหุ้น หรือสินทรัพย์ของหุ้นทั้งหมด หักออกด้วยหนี้สิน หรือเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นล้วน ๆ เท่านั้น
จาก       สินทรัพย์  = หนี้สิน +  ทุน(ส่วนของผู้ถือหุ้น)

โดยมาก BV บอกอะไรได้น้อยหากเราไม่เอาไปเปรียบเทียบกับราคา ดังนั้น จึงมีอัตราส่วนอีกอัตราส่วนหนึ่งขึ้นมาเพื่อวัดว่า ราคาของหุ้นมีสัดส่วนเป็นเท่าไหร่ของ BV เรียกว่า P/BV (Price per Book Value)
สูตร     ราคา (P) / BooK Value (BV)  

2.1 ถ้าค่า P/BV ออกมาต่ำกว่า 1 หมายความว่า ราคาตลาด ขณะนี้ อยู่ต่ำกว่ามูลค่าของบริษัท นั่นแปลว่าหากมีการเลิกกิจการขึ้นมา แล้วขายทรัพย์สินออกจากบริษัทให้หมด จ่ายหนี้ให้หมด มูลค่าบริษัทยังจะสูงกว่าราคาหุ้นที่อยู่ในตลาดขณะนั้น อย่างไรก็ตาม หุ้นที่มีราคาต่ำกว่า BV มักจะเป็นหุ้นที่มีปัญหา หุ้นที่ดีมักจะมีราคาสูงกว่า Book Value แต่ไม่ตายตัวเสมอไป เราจะต้องดูค่าอื่น ๆ ที่มีอยู่ด้วย หรือแกะ บัญชีกันเลยจะเห็นภาพมากกว่า
2.2 ถ้าค่า P/BV เท่ากับ 1 หมายถึงว่า ราคาตลาด กับมูลค่าของหุ้น เท่ากัน
2.3 ถ้าค่า P/BV มากกว่า 1 หมายถึงว่า ราคาตลาด สูงกว่า มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น




ROE & ROA

หลายครั้งที่นักลงทุนในหุ้นหรือในโครงการใด ๆ มักจะนิยมใช้อัตราส่วนทางการเงินเพื่อตรวจสอบ วิเคราะห์ พยากรณ์ หรือใช้เป็นตัวบ่งชี้ในการชี้วัดความสามารถในด้านต่าง ๆ ของหุ้นหรือบริษัทหรือโครงการนั้นๆ และอัตราส่วนตัวหนึ่งที่มักให้ความสำคัญกันมากตัวหนึ่งก็คือ อัตราผลตอบแทนของการลงทุนที่มีต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ลงทุนไป นั่นก็คือ ROE (Return on Equity) ซึ่งก็เขียนออกมาได้ดังสมการก็คือ ROE = กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น *100 เทียบออกมาได้เป็น X.XX % ซึ่งหาดูได้ง่ายจากเวบไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอำนวยความสะดวกคำนวณไว้ให้พร้อม




โดยทั่วไปนักลงทุนจะเน้นและให้ความสำคัญไปที่ตัวเลขสำคัญอย่าง ROE ซึ่งตัวเลขนี้วิธีดูก็ง่าย ๆ คือยิ่งมากๆ ยิ่งดี อย่างน้อย 12 % ขึ้นไปก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แต่ความจริงที่เราต้องดูละเอียดมากไปกว่านั้นก็คือ ROE นั้น อาจจะสูงโดยเป็นการสูงแบบมีความเสี่ยง หรือว่าอาจจะเป็นการสูงที่มีคุณภาพ คือมาพร้อมกับการบริหารสินทรัพย์อย่างมีคุณภาพควบคู่กันไปด้วย ซึ่งนักลงทุนทั่วไปก็คงอยากได้อย่างหลังนี้มากกว่า



หลักการก็คือ แหล่งที่มาของสินทรัพย์ของกิจการไม่ได้มาจากส่วนของผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว เราอย่าลืมหลักญชีพื้นฐานเรื่องงบดุลก็คือ แหล่งที่มาของสินทรัพย์ที่กิจการนำไปใช้นั้น ยังมีที่มาจากหนี้สินและส่วนของทุน ดังนั้น ค่า ROE ที่สูงมากๆ เราก็ต้องดูด้วยว่า กำไรสูงจริง หรือว่าส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมาก แต่ดันมีหนี้สินมากมาย อันนี้ก็ถือว่าเป็นกำไรที่ไม่มีคุณภาพ ถ้าต้องเลือกหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ก็คงขอเลือกหุ้นที่มีหนี้สินน้อย ๆ ดีกว่า น่าจะปลอดภัยกว่า



อีกสิ่งหนึ่งคือ ROA ซึ่งเป็นอีกตัวหนึ่งที่จะมาช่วยเราวิเคราะห์การทำกำไรจากสินทรัพย์ที่บริษัทมีและสามารถช่วยบอกเราได้ว่าบริษัทบริหารกิจการไปอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน ซึ่งการคำนวณค่า ROA คือ return/asset*100 ถ้า ROA สูงขึ้นจากการที่มี Return สูงขึ้น นั่นก็ หมายถึงกิจการมีความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์สูงขึ้น และถ้าโครงสร้างแหล่งที่มาของสินทรัพย์ไม่เปลี่ยน (หนี้สิน+ทุน) ไปในทางที่หนี้สินมากขึ้น อันนี้ก็ถือว่าบริษัทสามารถทำได้ดีทั้งการบริหารงาน (สินทรัพย์) และการบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น (ROE) ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ



แต่ถ้า ROA สูงขึ้นจริงและ อาจเนื่องมาจากสินทรัพย์ด้อยค่าลงตามมูลค่าตลาด หรืออาจโดนตัดค่าเสื่อมราคา) อันนี้ก็ขอให้ทำเครื่องหมายมาร์คเกอร์เอาไว้ครับว่า บริษัทนั้นอาจกำลังบริหารงานได้แย่ลง สินทรัพย์เริ่มไม่เกิดประโยชน์ ถึงแม้ว่าจะมองในแง่ดีได้ว่าสินทรัพย์ลดลงแต่ยังบริหารงานได้กำไรเท่าเดิมหรือดีขึ้น แต่สำหรับนักลงทุนในระยะยาวบางท่านอาจมองว่า ในอนาคตอาจไม่เหลือสินทรัพย์ที่มีคุณภาพพอที่จะให้ทำกำไรอีกต่อไปก็ได้ และก็คงไม่ต้องพูดถึง ROA ที่มีค่าน้อยหรือมีค่าลดลงหลาย ๆ ปีติดต่อกัน อันนี้ก็คงจะพอบ่งบอกได้ว่าบริษัทบริหารงานและสินทรัพย์ของกิจการได้ไม่ดีแน่ ๆ



ดังนั้นในการพิจารณาผลตอแทนจากการลงทุนในกิจการหรือหุ้นของบริษัทใดโดยดู ROE เป็นหลักนั้น สิ่งที่เราควรดูควบคู่ไปด้วยก็คือการดู ROA ควบคู่ไปด้วย ดูว่าสินทรัพย์นั้นมีคุณภาพ หรือบริษัทนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์หรือไม่ มีศักยภาพในการทำกำไรรึป่าว หรือเพียงแค่ซื้อไว้ให้มูลค่าสินทรัพย์โตขึ้นเฉย ๆ แต่ว่าไม่ใช้ประโยชน์ในระยะยาว ก็จะโดนตัดค่าเสื่อมเฉย ๆ ตามระยะเวลาหรืออายุงานของสินทรัพย์นั้น ๆ อยู่ดี ในประเด็นของผู้ถือหุ้นหรือโครงสร้างหนี้ ก็คงต้องดูทั้งมูลค่า และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ให้อยู่ในระดับปลอดภัยในระยะยาว และเพียงพอต่อการสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นให้เป็นที่น่าพอใจ แค่นี้ก็น่าจะพอทำให้การวิเคราะห์งบการเงินของกิจการไม่เป็นการสุ่มเสี่ยงหรือตกหลุงพรางของบริษัทได้นะครับ

Stock Selection By Benjamin Graham

จากหนังสือของ The Intelligent Investor ของเบนจามิน เกรแฮม ที่เรียกได้ว่าเป็นกูรูด้าน Value Investment ท่านหนึ่ง ในหนังสือบทหนึ่งได้กล่าวถืงการเลือกหุ้นสำหรับนักลงทุนที่เรียกว่า Defensive มีใจความสำคัญ และหลักการที่สามารถสรุปได้เป็นหัวข้อดังนี้ครับ


1.Adequate Size of The Enterprise คือขนาดของธุรกิจต้องใหญ่พอ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้บอกว่าขนาดที่เหมาะสมก็คือ มียอดขาย 100 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีสำหรับบริษัทที่ผลิตแล้วขาย และมีสินทรัพย์รวมอย่างน้อย 50 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับ “Public Utility” หรือกิจการที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค

2.งบการเงินที่ดี ในที่นี้ก็ยกตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมผลิตทั่วไป ควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนเป็น 2 เท่าของหนี้สินหมุนเวียน หนี้สินระยะยาว (long-term debt) ไม่ควรมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน ในกิจการสาธารณูปโภค หรือหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน หนี้สินไม่ควรมากกว่า 2เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น(ณ มูลค่าตามบัญชี)

3.มีรายได้และกำไรที่ไม่ผันผวน หรือมีเสถียรภาพ ย้อนหลัง 10 ปี

4.มีการจ่ายปันผลต่อเนื่อง อย่างน้อย 20 ปีย้อนหลัง

5.อัตราการเจริญเติบโตของกำไร อย่างน้อย 1 ใน3 สำหรับ EPS ใน 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งใช้ข้อมูลเฉลี่ย 3 ปี

6. ราคาหุ้นในปัจจุบัน ไม่ควรมากกว่า 15 เท่าของ ค่าเฉลี่ยของ EPS ย้อนหลัง 3 ปี
7.ราคาไม่ควรมากกว่า 1.5 เท่าของ Book Value ล่าสุด

ในแง่ของเมืองไทยแล้วถ้าจะหาหุ้นที่ดีที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 7 ข้อ หรือ 4 จาก 7 ข้อได้ก็นับว่ายากอยู่นะครับ สำหรับข้อ 1 นั้นจะบอกว่าไม่มีเลยก็คงบอกเต็มปากเต็มคำไม่ได้ เพราะว่าถ้าดูเป็นตัวเลขและหน่วยเงินของสกุลเงินในประเทศไทยกับสหรัฐนั้นก็คงต่างกันครับ แต่ถ้าลองย่อส่วนหรือปรับสัดส่วนลงมาให้เหมาะกับ size ของประเทศไทยก็น่าจะได้อยู่ เครื่องวัดตัวนึงที่น่าจะเอามาใช้ได้ก็คือ เอาขนาดของธุรกิจที่ว่าเล็กหรือใหญ่นั้น เทียบกับ GDP ของประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องชี้ขนาดของเศรษฐกิจเป็นตัวหาร แล้วเราก็จะได้ขนาดของธุรกิจที่เหมาะสมที่คุณเบนจามิน เกรแฮม กล่าวไว้



ส่วนข้อ 2 นั้นบริษัทหลายบริษัทก็มีช่วงเวลาที่ปลอดหนี้ระยะยาวเลยก็มี ซึ่งโดยมากเป็นกิจการที่รับเงินสด อำนาจต่อรองกับ supplier มีสูง ในประเทศไทยที่เห็นได้บ่อย ๆ ก็คือ กลุ่มค้าปลีก หรือแม้กระทั่งปริษัทที่ค่อนไปในทางจะอิ่มตัวแล้ว หรือบริษัทที่ใช้สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเป็นตัวหารายได้ เช่นโรงแรมบางแห่งที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง อัตราการเข้าพักมีสูง และไม่มีการขยายสาขาในช่วงระยะเวลาที่เราพิจารณา อีก 5 ข้อที่เหลือ ไว้ต่องวดหน้านะครับ

ต่อจากคราวที่แล้วนะครับ เหลืออีก 5 ข้อครับ  ข้อ 3 กับข้อ 4 นี่ เราก็คงจะหาหุ้นที่เข้าคุณสมบัติตามที่บอก ยากพอๆ กันครับ เพราะอดีตหรือสตอรี่ของหุ้นไทยเราพึ่งมีมา 30 กว่าปีเองครับ  สำหรับข้อ 3 อาจจะพอไหว  ถ้านับย้อนไป 10 ปี ก็ประมาณปี 2541 -2542 ซึ่งเป็นช่วงตั้งแต่หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง  หลายๆ บริษัทตายจากไป  บางบริษัทที่รอดมาได้ก็อยู่ในช่วงเริ่มฟื้นกิจการ  เหมือนคอมพิวเตอร์ที่รประกอบใหม่  ฮาร์ดแวร์ตัวใหม่  อยู่บนเมนบอร์ดเดิมที่ยังพอรับกับอุปกรณ์ใหม่ๆ ได้  เหมือนทะเลหรือบ้านเรือนที่ต้องซ่อมแซมหลังจากคลื่นยักษ์ซึนามิพึ่งผ่านไป  คงจะมีน้อยบริษัทจริงๆ ที่จะมีชีวิตรอดได้อย่างแข็งแกร่ง  แต่ถึงจะมีกำไรหรือยอดยายไม่ผันผวนก็จริงๆ แต่ก็อยู่ในระดับไม่มากนัก  อาจจะไม่หวานหอมพอสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูง  ยิ่งเรื่องเงินปันผลในข้อ 4  นั้นยิ่งหายากมากๆ เพราะว่ามันเป็นผลต่อเนื่องจากกำไรและยอดขายที่ดีนั่นเอง  ส่วนข้อ 5-7 นั้น  ก็สุดแล้วแต่นักลงทุนแต่ละท่านจะเล็งตัวไหนไว้น่ะครับ  ก็ลองเอาตัวเลขหรือหลักการของ เบนจามิน เกรแฮม มาคำนวณเอากันเอง  และก็ปรับใช้ให้เข้าสภาพวะความเป็นจริงของประเทศไทยก่อนเลือกลงทุนให้เหมาะสมน่ะครับ  อย่าลืมว่าเรื่องราวของตลาดหุ้นไทยอาจจะยังน้อยนิดเมื่อเทียบกับต่างประเทศ  โดยเฉพาะในอเมริกา  ดังนั้นจะนำวิธีเค้ามาตรงๆ สงสัยคงจะสำเร็จยากอยู่ไม่น้อย  การเล่นหุ้นต้องใช้กลยุทธ์ นั่นก็คือการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม (ตลาด) ให้กลมกลืน  สุดท้ายนี้มีข้อคิดเห็นอะไร หรือว่าผมเขียนอะไรผิดพลาดไป ก็คอมเมนท์กันได้เลยครับ

สูตรการหา 'มูลค่าที่แท้จริง' เบนจามิน เกรแฮม

เบนจามิน เกรแฮม


สูตรการหา 'มูลค่าที่แท้จริง'

ถ้ามูลค่าที่แท้จริงขึ้นอยู่กับมูลค่าในอนาคตของบริษัท และมูลค่าในอนาคตของบริษัทก็

ขึ้นอยู่กับผลกำไรในอนาคต คำถามสำคัญ 2 ประการ คือ

1. ท่านควรจะจ่ายเท่าไร สำหรับผลกำไรของบริษัท ?

2. มีวิธีการที่น่าเชื่อถือใดบ้าง ที่สามารถนำมาใช้คาดการณ์ ผลกำไรในอนาคตของบริษัท

ได้?

เกรแฮม ได้คิดค้นสูตรในการคำนวณหามูลค่าที่แท้จริง โดยใช้ผลกำไร เปรียบเทียบกับตรา

สารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิต ระดับ AAA ขึ้นมา ปัจจุบันน้อยคนนักที่จะใช้สูตรนี้

มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) = E (2G + 8.5)*4.4 / Y

E = EPS = ผลกำไรต่อหุ้น

G = คาดการณ์ อัตราการเติบโต (Growth) ของผลกำไร

Y = ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิต ในระดับ AAA

ตัวเลข 8.5 = เป็นตัวเลขที่ เกรแฮม เชื่อว่า เป็นอัตราส่วน ราคาต่อกำไรต่อหุ้น

(P/E Ratio)ที่ถูกต้อง สำหรับบริษัทที่ไม่มีการเติบโต ค่า P/E ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจจะ

เป็น 15 - 20 เท่า แต่คนที่อนุรักษ์นิยม จะใช้ตัวเลขต่ำไว้ก่อน

สิ่งดึงดูดใจที่ทำให้หุ้นน่าลงทุน

@ ฐานะการเงินมีความอนุรักษ์นิยม และมีเงินทุนหมุนเวียนที่ แข็งแกร่ง

@ ดูสัดส่วนผลกำไรเฉลี่ยต่อราคาตลาด (ตรงข้ามกับค่า P/E) เป็นที่น่าพอใจ

@ ผลกำไรมีเสถียรภาพ ดู ผลกำไรในช่วง 10 ปี ซึ่ง ธุรกิจมีทั้งขาขึ้นและขาลง

จุดยืนของการลงทุนแบบ Value Investor (เน้นคุณค่า) คือ นักลงทุนจะจ่ายเฉพาะสิ่งที่เห็น

เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่คาดหวัง

3 ปัจจัยที่วัดผลงานผู้บริหารในงบดุลและงบกำไรขาดทุน คือ

$ อัตราการเจริญเติบโตของ ยอดขายและผลกำไรของบริษัท

$ อัตรากำไรสุทธิก่อนหักภาษี (EBT) มีการควบคุมต้นทุนที่ดีหรือไม่

$ กำไรจากเงินลงทุน ไม่ว่าธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สินค้าหรือบริการ นอกหรือใน

ตลาดหลักทรัพย์ เหมือนกัน คือ เจ้าของคาดหวังกำไรจากการลงทุน (ROIC)

อัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุน = กำไรสุทธิ + ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย (Interest)

(Return on invested Capital or ROIC) เงินลงทุนทั้งหมด

ROIC = โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 12-13 % นักวิเคราะห์จะถือว่า ตัวเลขหลังหักภาษี ระหว่าง 12-

13 % เป็นผลงานที่ดีเยี่ยม

ถึงเวลาที่เราจะต้องรวบรวมการประเมินความปลอดภัยของบริษัท ศักยภาพการเติบโตของ

บริษัท และความต้องการการลงทุนของท่านเข้าไปด้วยรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ก่อนทีนักลงทุน

Value Investor จะเลือกหุ้น ต้อง

$ เน้นไปที่เป้าหมายการลงทุน

$ หาช่วง ของมูลค่าที่แท้จริง จากการดูงบการเงิน (งบดุล งบกำไรขาดทุน)

$ มองหาส่วนเผื่อ (หรือกันชน) เพื่อความปลอดภัย (Margin of safety)

$ ประเมินปัจจัยเชิงคุณภาพ

ข้อควรจำ

$ แนวทางการลงทุน จงมีทัศนคติของนักลงทุนไม่ใช่นักเก็งกำไร นักเก็งกำไรคือคนที่หา

กำไรจากความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น โดยไม่ได้พิจารณาถึงมูลค่าที่แท้จริงเลย แต่นักลงทุนที่

รอบคอบ คือคนที่ ซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นมีมูลค่ารองรับมากพอ และลดการถือครองหุ้น เมื่อตลาดอยู่

ในภาวการณ์เก็งกำไร

$ ให้คิดถึงผลตอบแทนรวม นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น, เงินปัน

ผล, หรือทั้งสองอย่าง

$ ราคาหุ้นมักจะผันผวน อยู่รอบๆ มูลค่าที่แท้จริง ?ราคาหุ้นมักจะมีราคาผิดพลาดอยู่เสมอๆ

ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นในราคาต่ำและขายในราคาสูง?

$ ระวังหนี้สินที่สูงเกินไป เกรแฮม และดอดด์ เตือนว่า ?คำนิยามสำหรับหุ้นเก็งกำไร ก็คือ

บริษัทที่มีหนี้สินจำนวนมาก แต่มีทุนจดทะเบียน (ส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ Equity)

ในสัดส่วนที่น้อย?

$ ช่วงของมูลค่าที่แท้จริงจะอยู่ระหว่างมูลค่าสินทรัพย์และค่า P/E ที่อนุรักษ์นิยม สำหรับ

บริษัทชั้นเยี่ยม มูลค่าที่แท้จริงอาจจะต่ำกว่า 20 เท่าของกำไรเฉลี่ยในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา หรือต่ำกว่า

15 เท่าของกำไรเฉลี่ย ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับบริษัทที่ประสบปัญหาแล้ว ค่า P/E ควรต่ำกว่า

นั้น

ส่วนเผื่อ หรือกันชน เพื่อความปลอดภัย (Margin of safety)

การสร้างส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัย เริ่มต้นจาก การหาช่วงของมูลค่าที่แท้จริง

ของหุ้นก่อน เมื่อนักลงทุนรู้ว่า มูลค่าหุ้นในอนาคตน่าจะเป็นเท่าไรแล้ว เราจะต้องมองหาปัจจัย

เสริมที่จะเป็นตัวช่วยทำให้เกิดส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัยได้ (Margin of safety)

ท่านไม่สามารถหามูลค่าที่แท้จริงได้ เป๊ะๆ ออกมาได้ การกำหนดช่วงของมูลค่าที่เหมาะสม

ขึ้นมา ด้วยการเผื่อ บวก ลบ (+ , -) ไว้ 20 % จากตัวเลขที่เราหามากได้ เพื่อความปลอดภัย คุณต้อง

ทำ 1 ใน 3 สิ่งนี้ คือ

1.ซื้อหุ้นเมื่อตลาดโดยรวมตกต่ำและหุ้นมีราคาถูกมากๆ (ซื้อตอน Panic มากๆ)

2. มองหาบริษัทที่กำลังจะประสบปัญหาชั่วคราว หากบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง แล้ว

ประสบปัญหากับข่าวร้ายๆ และทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงชั่วคราว

3. ค้นหาหุ้นที่ถูกมองข้าม แม้ภาวะตลาดโดยรวมจะไม่ได้มีราคาถูกนักก็ตาม

ในภาวะตลาดหมี(Bearish) ราคาหุ้นถูกๆ จะมีจำนวนมาก แต่ในช่วงตลาดกระทิง (Bullish)

นักลงทุนจะต้องทำงาน หนักเพื่อจะสร้างผลกำไร

เกรแฮมและ ดอดด์ สอนว่า ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัย จะ

เกิดจากการที่ราคาหุ้นมีการซื้อขายกันแบบมีส่วนลดจากมูลค่าที่แท้จริงที่ต่ำที่สุดที่ นักวิเคราะห์

คำนวณได้

คุณลักษณะ 10 ประการของหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

(Undervalue Stock)

นักลงทุนมืออาชีพจะมองหาการปกป้องพิเศษแตกต่างกันออกไป นักลงทุนแต่ละคนจะ

ยอมรับที่มาของส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัยแตกต่างกัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์และ

ระดับความสบายใจของนักลงทุนแต่ละคน ตัวอย่างปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงก็เช่น มูลค่าสินทรัพย์สูงๆ,

กระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และตำแหน่งผู้นำทางการตลาด

ในขั้นตอนแรกที่เราต้องทำคือ การตรวจสอบปัจจัยเชิงปริมาณที่เราได้ทราบก่อนหน้านั้น

คือ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ, เงินทุนหมุนเวียน, ค่า P/E, อัตราหนี้สินต่อทุนและอื่นๆ

เกรแฮม บอกว่า บริษัทใดก็ตามที่ตรงตามเกณฑ์ 7 ใน 10 ข้อ จะถือว่า มีราคาถูกกว่ามูลค่าที่

แท้จริง และจะให้มีส่วนเผื่อหรือกันชน เพื่อความปลอดภัยที่เพียงพอ

กฎเกณฑ์ ข้อที่ 1-5 จะประเมินเรื่องความเสี่ยง ข้อที่ 6-7 จะดูในเรื่องความแข็งแกร่งทาง

การเงิน ข้อ 8-10 จะแสดงประวัติผลกำไรที่สม่ำเสมอ มีบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง ที่จะตรงตามเกณฑ์

ครบทั้ง 10 ข้อ

การประเมินความเสี่ยง

1. มีอัตราส่วนผลกำไรต่อราคา หรือ E/P (ตรงข้ามกับ P/E) เป็น 2 เท่าของผลตอบแทนของ

หุ้นกู้ ระดับ AAA เช่น ถ้าหุ้นกู้ ระดับ AAA ให้ผลตอบแทน 6% อัตราส่วน ผลกำไรต่อราคา ก็ควร

จะเป็น 12%

2. มีค่า P/E ไม่สูงกว่า 40% ของค่าเฉลี่ยสูงสุดของหุ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

3. ให้ผลตอบแทนเงินปันผลเป็น 2 ใน 3 ของดอกเบี้ยหุ้นกู้ ระดับ AAA หุ้นที่ไม่จ่ายเงินปัน

ผลหรือไม่มีกำไรจะถูกตัดออกโดยอัตโนมัติ

4. มีราคาหุ้นเพียง 2 ใน 3 ของมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ที่มีตัวตนต่อหุ้น (Tangible

Book Value per Share) สินทรัพย์ที่มีตัวตน จะหมายถึง เงินสด และสินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน

อาคาร เครื่องจักรอุปกรณ์ และ เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน สินทรัพย์ถาวร ที่บริษัทชำระเงินหมดแล้ว

หากมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นแต่ได้บันทึกไว้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่เป็นจริงในปัจจุบันจะกลายเป็นสิ่ง

สำคัญขึ้นมา

5. มีราคาหุ้นเพียง 2 ใน 3 ของมูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิหรือมูลค่าขายทอดตลาดสุทธิ

(Net quick liquidation value)

มูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิ = สินทรัพย์หมุนเวียน (CA) - หนี้สิน

หมุนเวียน (CL) -หนี้สินระยะยาว (LL)

จำนวนหุ้น (#share)

(Net net asset value per share) = CA -CL - LL #share

การประเมินความแข็งแกร่งทางการเงิน

6. มีหนี้สินทั้งหมดในจำนวนที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ที่มีตัวตน

7. มีอัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio)>= 2 (อย่างน้อยเท่ากับ 2) จะเป็นตัววัดสภาพ

คล่อง หรือความสามารถในการชำระหนี้สินจากรายได้ของบริษัท Current Ratio = CA/CL

ประวัติผลกำไรที่สม่ำเสมอ

8. มีหนี้สินรวมไม่สูงกว่ามูลค่าขายทอดตลาดสุทธิ

9. มีผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

10. มีผลกำไรลดลงไม่เกิน 5% และไม่เกิน 2 ครั้งในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา

ประเด็นเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น นักลงทุนควรจะใช้มันอย่าง พินิจ พิเคราะห์ แต่ไม่

ควรใช้มันแบบเป็นสูตรสำเร็จ การที่จะเน้นที่กฎเกณฑ์ ข้อใด ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนของแต่

ละบุคคล

$ นักลงทุนที่ต้องการรายได้ ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ข้อ 1-7 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อ 3

$ นักลงทุนที่ต้องการความสมดุล ระหว่างความปลอดภัยและการเติบโต อาจจะไม่สนใจ

กฎเกณฑ์ข้อ 3 เลยก็ได้ ให้ไปเน้นที่ ข้อ 1-5, ข้อ 9-10

$ นักลงทุนที่ต้องการได้การเติบโตของราคาหุ้นสูงๆ สามารถมองข้ามกฎเกณฑ์ ข้อ 3 ไป

ได้เลย และให้น้ำหนักเล็กน้อยกับ ข้อ 4-5-6 แต่ให้เน้นข้อ 9,10

นักลงทุนสามารถที่จะเน้นที่กฎที่ตรงกับเป้าหมายการลงทุน โดยอาจจะไม่ให้น้ำหนักกับ

ประเด็นอื่นๆ มากนัก

ในมุมมองของเกรแฮม จะให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพในการ

เลือกหุ้น แต่ ปัจจัยเชิงคุณภาพจะช่วยให้เรามีส่วนเผื่อหรือกันชนเพื่อความปลอดภัย และบางครั้งก็

สำคัญกว่า ค่าตัวเลขด้วยซ้ำ

ส่วน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้ความสำคัญเชิงปริมาณ 85% เชิงคุณภาพ 15% เพราะบัฟเฟตต์

ทำตัวเป็นแบบ เกรแฮม 85% และ ฟิลิป ฟิชเชอร์ (Philip Fisher) อีก 15% การพิจารณาเชิงคุณภาพ

จะช่วยให้ท่านตัดสินใจได้ ในกรณีมีหุ้น 2 ตัว ที่น่าสนใจ เท่าๆกัน แต่ท่านลงทุนได้เพียงตัวเดียว ซึ่ง

ขนาด, ความรู้พิเศษใน อุตสาหกรรมของท่าน, คุณภาพและผลิตภัณฑ์ของบริษัทและผู้บริหารที่มี

คุณภาพสูง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราจะนำมาพิจารณาทั้งสิ้น

สรุปแนวทางของ เบนจามิน เกรแฮม


เกรแฮม ทดสอบกฎเกณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับการเลือกหุ้นที่มีความปลอดภัยและให้

ผลตอบแทนในการลงทุนสูงๆ เขาพยายามหาวิธีการที่ง่ายและมีเหตุผลและเป็นวิธีที่ให้ผลตอบแทน

ในระยะยาว แม้ว่าจะเกิดภาวะตกต่ำก็ตาม

กฎเกณฑ์ 10 ข้อ คือ กฎในการค้นหาหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เป้าหมายของเกรแฮม

คือให้ง่ายเข้าไว้ แต่นักลงทุนส่วนใหญ่รู้สึกว่ากฎ 10 ข้อยุ่งยากเกินไป แต่ถ้าเราจะเรียนรู้ก็ไม่ยาก

เกินไป

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ที่มา : http://www.huayuanjie.net/phpBB2/viewtopic.php?t=196&sid=736260eef56a7a95ddaf38d5e3d1ac92

ช่วง 108 เคล็ดลับวิธีบริหารเงิน: กลยุทธ์ลงทุนปลอดภัยแบบ “เบนจามิน เกรแฮม”

ช่วง 108 เคล็ดลับวิธีบริหารเงิน: กลยุทธ์ลงทุนปลอดภัยแบบ “เบนจามิน เกรแฮม”


กลยุทธ์การลงทุนอย่างปลอดภัย หรือ Margin of Safety หลายท่านคงเคยได้ยินชื่อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffet) ซึ่งเป็น Value Investors ที่มีชื่อเสียงก้องโลกมาแล้ว แต่มีอีกผู้หนึ่งที่ชื่อเสียงอาจจะยังไม่เป็นที่คุ้นหูเท่ากับบัฟเฟตต์ แต่ถ้าเป็นผู้ลงทุนที่ลงทุนมาระยะเวลาหนึ่งย่อมต้องรู้จัก เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) เพราะเขาผู้นี้เคยเป็นอาจารย์ของบัฟเฟตต์ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และเป็นหนึ่งในผู้ที่เป็นแม่แบบของการลงทุนแบบเน้นคุณค่ายุคบุกเบิก บัฟเฟตต์ยังประกาศว่าที่เขาโด่งดังมาได้ถึงทุกวันนี้ ก็มาจากพื้นฐานที่เกรแฮมได้ปูไว้และถูกนำมาประยุกต์อีกต่อหนึ่ง หลายคนยกย่องให้เกรแฮมเป็น “The Father of Financial Analysis and Value Investing” และ “Dean of Wall Street”



เกรแฮมเป็นผู้เขียนหนังสือขายดี 2 เล่มที่บัฟเฟตต์แนะนำว่าเป็นหนังสือที่ผู้ลงทุนทุกคนต้องอ่าน คือ “The Intelligent Investor” และ “Security Analysis” หลักการลงทุนของเกรแฮมเน้นที่การวิเคราะห์ทางการเงินของบริษัทซึ่งลงทุนโดยพิจารณาจากผลประกอบการของบริษัทและเงินปันผลที่ได้รับเป็นหลัก โดยสิ่งที่ผู้ลงทุนจดจำเกรแฮมได้ก็คือ ปรัชญาด้านการลงทุนของเขาที่เขามักจะพูดเสมอว่าประกอบขึ้นมาจากคำ 3 คำง่ายๆ ก็คือ กลยุทธ์การลงทุนอย่างปลอดภัย “Margin of Safety” - ถ้าแปลเป็นภาษาไทยแบบตรงตัว ก็ได้ใจความว่า “ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย = ราคาหุ้นที่สามารถเข้าซื้อได้โดยมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ”



หลักการลงทุนของเกรแฮมเพื่อให้เกิด Margin of Safety พอสรุปได้ดังนี้

1. ลงทุนในบริษัทใหญ่ที่มียอดขายดี

2. ลงทุนในบริษัทที่มีการจ่ายเงินปันผล

3. ลงทุนในบริษัทที่มีสภาพคล่องสูง มีกระแสเงินสดดี และมีภาระหนี้ต่ำ

4. ลงทุนในบริษัทที่มีผลประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน คือมีความมั่นคงและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

5. เน้นการวิเคราะห์อัตราส่วนราคา หรือ Price Multiples โดยดูจากค่า P/E โดยต้องมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี หรือ Price to Book ที่ควรต่ำกว่า 1.2 เท่า

วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555

ถอดรหัสนโยบายเฟด

คอลัมน์: เรื่องเดียว หลากประเด็น
พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)

ชื่อตอน: ถอดรหัสนโยบายเฟด

กลางสัปดาห์ก่อน เฟดเซอร์ไพร์สตลาดครั้งสำคัญ โดยส่งสัญญาณตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้ 0% อย่างน้อยอีก 3 ปี! หรือจนถึงปลายปี 2014 (เดิมบอกไว้ที่กลางปี 2013) และพร้อมพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณ(QE3)เพิ่มเติม

ตลาดการเงิน ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ตอบรับสัญญาณบวกนี้ ทองคำดีดกลับมาเคลื่อนไหวแถว 1730 เหรียญต่อออนซ์ พุ่งขึ้นเกือบ 10% จากระดับปิดเมื่อสิ้นปี 54 ดัชนีหุ้นโลกสู่จุดสูงสุดในรอบกว่า 5 เดือน


ด้านราคาพันธบัตรสหรัฐขึ้นแรง จนดึงอัตราผลตอบแทนตามราคาตลาด(Bond Yield) ร่วงเหลือเพียง 0.75% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สำหรับรุ่น 5 ปี ขณะที่รุ่น 10 ปี และ 30 ปี Yield เหลือเพียง 1.89% และ 1.17% ตามลำดับ

น่าสังเกตว่า Yield ของพันธบัตรสหรัฐทุกรุ่น อยู่ต่ำกว่าเงินเฟ้อมาก กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า อัตราดอกเบี้ยหลังหักเงินเฟ้อ (Real Interest rate) ติบลบมากขึ้น

การส่งสัญาญผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมของเฟด ถอดรหัสได้ดังนี้
ประการแรก เฟดกำลังลดแรงจูงใจในการออมเงิน ถ้ายิ่งออม อำนาจซื้อจะยิ่งหดหาย เพราะดอกเบี้ยโตไม่ทันเงินเฟ้อ เฟดต้องการให้คนใช้เงิน จะบริโภคหรือลงทุนก็ได้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

ประการที่ 2 เฟดกำลังกระตุ้นให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ตราสารหนี้เอกชน หุ้นสามัญ หรือเปิดกิจการเอง หากยังลงทุนในพันธบัตรสหรัฐที่มีความมั่นคงสูง จะถูกลงโทษด้วยผลตอบแทนที่ต่ำมากๆ และแพ้เงินเฟ้อ

เมื่อเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสียงมากขึ้น ราคาหุ้นกู้และหุ้นสามัญที่สูงขึ้น จะช่วยให้
1) การระดมทุนจากตลาดการเงินจะมีต้นทุนที่ถูกลง ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนขยายการลงทุน จ้างคนเพิ่ม

2) การบริโภคและการลงทุนจะสูงขึ้น เนื่องจากผู้ลงทุนที่ได้กำไรจากตลาดการเงินแล้ว ถูกคาดหวังให้ช่วยนำกำไรไปบริโภคหรือลงทุนต่อ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ประสิทธิภาพของนโยบายนี้จะด้อยลง หากนักลงทุนนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ แทนที่จะไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอื่นในสหรัฐ

“เงินคล้ายน้ำ” น้ำจะไหลจากที่สูง ลงสู่ที่ต่ำ ขณะที่เงินจะไหลจากที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ไปที่ๆ ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ผลจากนโยบายข้างต้น เมื่อราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในสหรัฐสูงขึ้นมาก โอกาสในการทำกำไรจะลดลง เงินจึงมีแนวโน้มไหลออกไปลงทุน ตลาดทุนจับสัญญาณนี้ได้ จึงขยับขึ้นล่วงหน้าทันที

ประการที่ 3 เงินเฟ้อระยะยาวจะสูงขึ้น การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม จะทำให้มีเงินส่วนเกินไหลเข้าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะทีการบริโภคและการลงทุนที่สูงขึ้นจะกระตุ้นเงินเฟ้อระยะถัดไป อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากกว่าทีเคยประเมิน ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อไปได้มากโข การทำนโยบายนี้จึงไม่ได้ทำให้ความกลัวเรื่องเงินเฟ้อพุ่งขึ้นมากนัก
น่าสังเกตว่า สหรัฐและยุโรป รวมถึงจีนกำลังผ่อนคลายนโยบายการเงินพร้อมๆ กัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อประเทศหลักกดอัตราดอกเบี้ย ประเทศอื่น รวมถึงไทยจึงมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงด้านการเติบโต
ผลจากนโยบายนี้ทำให้มีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ รวมถึงของบ้านเรา ศุกร์ที่ผ่านมา ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยถึง 4.2 พันล้านบาท ดัชนี SET ปิดที่ 1076 จุด จ่อจะทะลุแนวต้าน 1080 จุด
หากเงินยังไหลเข้าต่ออาจผลักให้ดัชนีวิ่งทะลุ 1100 จุด อย่างไรก็ดี พื้นฐานเศรษฐกิจไทยวิ่งตามไม่ทัน เมื่อเงินหยุดไหลเข้า หรือเกิดความกลัว ดัชนีหุ้นจะเกิดการปรับฐานตามมา จึงยังแนะนำลดพอร์ตต่อเนื่องตามแนวต้านใหญ่ๆ โดยเฉพาะในหุ้นที่อ่อนไหวกับภาวะเศรษฐกิจ และทีเกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

Value Investor จำนวนมากหรืออาจจะเรียกว่า…

Value Investor จำนวนมากหรืออาจจะเรียกว่า…


Posted on December 7, 2010 by ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Value Investor จำนวนมากหรืออาจจะเรียกว่าส่วนใหญ่ ชอบลงทุนในหุ้นตัวเล็กหรือบริษัทขนาดเล็ก เหตุผลก็คือ พวกเขาเชื่อว่าหุ้นตัวเล็กนั้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติได้หลักฐานที่ปรากฏในตลาดหุ้นก็ “ชัดเจน” หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่า บางตัวเป็นสิบเท่าภายในเวลาเพียงไม่เกิน 1- 2 ปี ที่ผ่านมานั้น มักจะเป็นหุ้นตัวเล็กที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นหรือ Market Cap. ไม่เกิน 3-4 พันล้านบาท หลายตัวอาจจะไม่เกินพันล้านบาทด้วยซ้ำ หุ้นตัวเล็กนั้นมีเสน่ห์สำหรับนักลงทุนไม่เฉพาะที่เป็นนักเก็งกำไรเล่นหุ้นรายวัน แต่เป็นขวัญใจของ VI ด้วย ว่าที่จริง VI ระดับ “เซียน” ที่ทำผลตอบแทนมหาศาลในช่วงเร็ว ๆ ต่างก็รวยมาด้วยหุ้นตัวเล็กเป็นส่วนใหญ่ แทบจะเป็นข้อสรุปได้เลยว่า ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในหุ้นสูงมากโดยเฉพาะเมื่อพอร์ตของคุณยังเล็กอยู่นั้น ไม่มีทางอื่นนอกจากลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก



ลองมาดูกันว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่ และความเสี่ยงอยู่ที่ไหน



ประเด็นแรก มองกันที่พื้นฐาน หุ้นตัวเล็กนั้นมักจะมีโอกาสเติบโตสูงในขณะที่หุ้นตัวใหญ่นั้น มักจะเติบโตเต็มที่หรือเติบโตไปมากแล้ว การที่หุ้นตัวใหญ่จะมียอดขายและกำไรเติบโตขึ้นอีกเท่าตัวภายในเวลา 3-4 ปี นั้นน่าจะทำได้ยากมาก ในขณะที่หุ้นตัวเล็กนั้นบางบริษัทสามารถเติบโตเป็นเท่าตัวหรือหลายเท่าตัวได้ภายในระยะเวลาเดียวกัน แนวความคิดก็คือ หุ้นตัวใหญ่นั้นมักจะมีส่วนแบ่งการตลาดสูงและมักอยู่ในตลาดที่อิ่มตัวหรือใกล้จะอิ่มตัวแล้ว ดังนั้น โอกาสที่จะโตต่อไปก็จะน้อยลงในขณะที่หุ้นตัวเล็กนั้นมักจะอยู่ในธุรกิจที่ตลาดกำลังโตหรือไม่ก็ยังเป็นกิจการที่เล็กและมีส่วนแบ่งการตลาดน้อย ดังนั้น จึงสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งได้



ข้อโต้แย้งของผมก็คือ ในเรื่องของตลาดที่อิ่มตัวนั้นบ่อยครั้งมันก็ไม่ใช่เรื่องจริง แน่นอนว่าการเติบโตระดับที่เกินปีละ 15-20 % ในระยะยาว 4-5 ปีขึ้นไปสำหรับบริษัทขนาดใหญ่นั้น ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก แต่การโตปีละ 7-10% ก็น่าจะยังทำได้อยู่ไม่น้อย แต่ปรากฏการณ์ใหม่ที่เริ่มจะเกิดขึ้นในเมืองไทยก็คือ บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่ม “Go Inter” นั่นคือเริ่มขยายธุรกิจไปต่างประเทศ และถ้าหากว่าทำสำเร็จ ข้อจำกัดเรื่องตลาดอิ่มตัวก็จะหมดไป ดังนั้น บริษัทขนาดใหญ่ก็ยังมีโอกาสโตไปได้เรื่อย ๆ ในระดับที่น่าประทับใจซึ่งก็จะทำให้ราคาหุ้นยังสูงขึ้นได้เรื่อย ๆ นี่ทำให้ผมนึกถึงหุ้นโค๊กที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ ลงทุนเมื่อราวสิบกว่าปีก่อนในช่วงนั้นถ้าไม่คิดถึงตลาดต่างประเทศแล้วโค๊กก็น่าจะเป็นหุ้นที่ “อิ่มตัว” เพราะคนอเมริกันทุกคนดื่มโค๊กกันแทบจะแทนน้ำแต่หลังจากนั้น โดยเฉพาะเมื่อจีนและประเทศกำลังพัฒนาเปิดกิจการโค๊กก็โตขึ้นจากการขยายกิจการไปต่างประเทศและทำให้หุ้นโค๊กปรับตัวขึ้นมหาศาล



แน่นอนว่าหุ้นตัวเล็กที่เติบโตสูงนั้นสามารถเติบโตได้มากกว่าหุ้นตัวใหญ่แต่ความเสี่ยงของหุ้นตัวเล็กก็สูงกว่ามาก ถ้ามองจากสถิติโดยรวมบางทีก็อาจจะพบว่าหุ้นตัวเล็กจำนวนมากนั้น ไม่ได้โตไปไหนเลย เคยเล็กอย่างไรก็เล็กอย่างนั้น หุ้นตัวเล็กหลายตัวที่โตขึ้นนั้น บางทีก็โตแบบไม่มีคุณภาพ นั่นคือ โตโดยที่กำไรไม่เพิ่มหรือโตโดยที่ต้องลงทุนไปมากจนแทบไม่คุ้มที่จะโต อาจจะมีเพียงบางบริษัทเท่านั้นที่โตจริงและโตมากซึ่งทำให้เกิดภาพว่าหุ้นตัวเล็กโตเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ความเสี่ยงในแง่ของธุรกิจนั้น หุ้นตัวเล็กก็น่าจะสูงกว่าหุ้นตัวใหญ่ ดังนั้น สำหรับ VI หรือนักลงทุนที่ไม่ใช่ “เซียน” แล้ว การเล่นหุ้นตัวเล็กก็อาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหนือกว่า ถ้าจะพูดไป การลงทุนในหุ้นตัวใหญ่ที่ยังเติบโตดีในระดับ 15% ต่อปีนั้นผมคิดว่าดีกว่าเล่นหุ้นตัวเล็กที่มีโอกาสโต 30% แต่ความเสี่ยงสูงกว่ามาก



ประเด็นที่สอง คือเรื่องที่หุ้นตัวเล็กนั้นไม่มีนักวิเคราะห์หุ้นติดตามหรือวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริง ดังนั้น หุ้นตัวเล็กส่วนใหญ่จึงถูก “มองข้าม” หุ้นหลายตัวอาจจะมีราคาต่ำกว่าพื้นฐานมากเรียกว่าเป็นหุ้นที่ “Under Valued” สุด ๆ จึงเป็นโอกาสที่ VI จะสามารถเข้าไปซื้อและทำกำไรได้มหาศาลหลังจากที่คนจำนวนมากเริ่มที่จะตระหนักถึงมูลค่าของมันและเข้ามาซื้อหุ้นทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปมาก



ข้อโต้แย้งของผมก็คือ ในภาวะที่ตลาดหุ้นบูม มีการเก็งกำไรสูงอย่างในปัจจุบันนั้น หุ้นตัวเล็กกลับกลายเป็นหุ้นยอดนิยม ถึงแม้ว่านักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์อาจจะไม่ได้ทำรายงานการวิเคราะห์เป็นเรื่องเป็นราวหรือไม่วิเคราะห์เลยแต่นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็นแนว VI

ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากและมีความสามารถสูงไม่แพ้นักวิเคราะห์ก็หันมาสนใจหุ้นเล็ก ๆ เหล่านี้ ดังนั้น ที่บอกว่าหุ้นตัวเล็กนั้นเป็นหุ้นที่ถูกมองข้ามนั้น ในอดีตอาจจะเป็นจริง แต่ในปัจจุบัน ผมคิดว่ามีน้อยลงไปมาก ว่าที่จริงถ้าดูกันที่ค่า PE ซึ่งบ่งบอกถึงความถูกความแพงของหุ้นโดยรวมแล้ว หุ้นตัวเล็กไม่ได้ถูกกว่าหุ้นตัวใหญ่เลย ซึ่งก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า หุ้นตัวเล็กนั้น ในขณะนี้ไม่ได้ถูก “มองข้าม” อีกต่อไป และดังนั้น หุ้นตัวเล็กก็ไม่ได้ Under Valued ตรงกันข้าม จำนวนไม่น้อยน่าจะ Over Valued ด้วยซ้ำ



ประเด็นสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ การลงทุนในหุ้นตัวเล็กนั้นมีโอกาสที่จะถูก “แจ็คพ็อต” คืออาจจะทำกำไรได้หลาย ๆ “เด้ง” หรือหลาย ๆ เท่าหรือหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในเวลาอันสั้น บางทีไม่ถึงปีในขณะที่หุ้นตัวใหญ่นั้น ไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็มักจะไม่สามารถทำกำไรแบบนั้นได้ ถ้าจะโตระดับนั้นได้ก็มักจะต้องอาศัยเวลาหลาย ๆ ปี ซึ่งทำให้ไม่สามารถสร้างผลตอบแทน “ระดับเทพ” ได้



ประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่นี่อาจจะเป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร” ที่มีความเสี่ยงและเป็นเรื่องที่เราจะต้องเลือกว่าเราจะไปในเส้นทางไหน นั่นก็คือ จะเติบโตอย่างปลอดภัยและไปช้ากว่า หรือจะโตอย่างรวดเร็วแต่เสี่ยงที่จะล้มเหลวเมื่อหุ้นที่อาจจะโตหลายเด้งนั้นกลายเป็นลดลงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ เหนือสิ่งอื่นใด ความสำเร็จสูงมากในระยะยาวไม่จำเป็นต้องได้ผลตอบแทนดีผิดปกติในปีใดปีหนึ่งแต่ขึ้นอยู่กับความคงเส้นคงวาของผลตอบแทนที่ดีปีแล้วปีเล่า วอเร็น

บัฟเฟตต์ เองนั้น ไม่เคยมีปีใดที่เขาสามารถทำผลตอบแทนของพอร์ตได้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์เลย แต่สถิติระยะยาวของเขาไม่มีคนเทียบได้ และเขาแทบจะไม่ลงทุนในหุ้นตัวเล็กเลย



ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ชอบหุ้นตัวเล็กว่าที่จริงในช่วงแรก ๆ ของการลงทุนนั้น

ส่วนใหญ่ผมมักจะลงทุนในหุ้นตัวเล็ก และทุกวันนี้ผมก็คิดว่าโอกาสในหุ้นตัวเล็กก็ยังดีกว่าหุ้นตัวใหญ่แม้ว่าหุ้น ตัวเล็กสำหรับผมในปัจจุบันอาจจะเป็น “หุ้นขนาดกลาง” มากกว่า อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเหตุผลในการลงทุนในหุ้นตัวเล็กหลายๆ เรื่องนั้นในปัจจุบันมีน้ำหนักน้อยลงไป พูดง่ายๆ หุ้นตัวเล็กไม่ใช่ขวัญใจของผมและผมไม่เน้นหุ้นตัวเล็ก ไม่ใช่แค่เพราะว่าหุ้นตัวเล็กหาซื้อหุ้นยากไม่มีสภาพคล่อง แต่เป็นเพราะว่าหุ้นตัวเล็กนั้นส่วนใหญ่ไม่มีความเข้มแข็งหรือความโดดเด่นพอในแง่ของธุรกิจ ซึ่งทำให้การลงทุนระยะยาวไม่สามารถทำได้ง่าย เช่นเดียวกัน ความเสี่ยงก็มักจะสูงกว่าที่ผมอยากจะรับ

8 ประการของ SUPER STOCK

ข้อแรก Super Stock จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Durable Competitive Advantage (DCA) หรือการได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน และความได้เปรียบนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก โดยแหล่งของความได้เปรียบใหญ่ ๆ อยู่ที่เรื่องของชื่อยี่ห้อที่โดดเด่น และเรื่องของต้นทุนสินค้าที่ต่ำกว่าเนื่องจากกิจการมีขนาดที่เหมาะสมหรือมีขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมากโดยที่คู่แข่งไม่สามารถหรือไม่ประสงค์ที่จะเพิ่มขนาดของกิจการเพื่อให้มีต้นทุนเท่าเทียมได้ เรื่องของ DCA นี้ บ่อยครั้ง นักลงทุนอาจจะวิเคราะห์ผิด เอา “ความได้เปรียบชั่วคราว” มาเป็นความได้เปรียบที่ “ยั่งยืน”


ข้อสอง หุ้นสุดยอดนั้น จะต้องอยู่ในช่วงของ Virtuous Circle หรือ “วงจรแห่งความรุ่งเรือง” นั่นก็คือ ในกระบวนการเติบโตของบริษัทนั้น ทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่งมากขึ้นไปอีก เช่นต้นทุนลดลงไปอีก ในเวลาเดียวกัน สินค้าและบริการกลับดีขึ้นและช่วยเร่งการเติบโตของยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

ข้อสาม Super Stock นั้นจะต้องมีศักยภาพสูงมาก นั่นคือ ตลาดของสินค้าหรือบริการจะต้องใหญ่มาก และบริษัทอยู่ในสถานะที่จะ “ยึดครอง” ตลาดนั้นได้ พูดง่าย ๆ เราสามารถมองคร่าว ๆ ได้ว่าในอนาคตระยะยาว บริษัทน่าจะสามารถมียอดขายได้ค่อนข้างสูงกว่าปัจจุบันมาก และยอดขายนั้นจะทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นเป็นทวีคูณ

ข้อสี่ การเติบโตของบริษัทที่ผ่านมานั้นน่าประทับใจเป็นเลขสองหลัก คือมากกว่า 10% เกือบทุกปี โดยที่ยอดขายไม่เคยลดลงเลยแม้ในยามที่เศรษฐกิจซบเซาหรือเกิดวิกฤติ เช่นเดียวกัน กำไรของบริษัทก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอัตราใกล้เคียงกับยอดขายหรือดีกว่า

ข้อห้า บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานดีมาก กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงในหลักเกิน 15-20% ต่อปี โดยที่ไม่ได้ก่อหนี้กับสถาบันการเงินมากนัก หนี้ที่มีอยู่สามารถชดใช้ได้ด้วยกำไรจากการดำเนินงานไม่เกิน 5 ปี

ข้อหก บริษัทมี Cash From Operation หรือเงินสดที่ได้จากการทำธุรกิจดีมาก และเมื่อบริษัทจะขยายงานก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากนักเทียบกับยอดขายหรือกำไรที่จะได้รับจากการลงทุนใหม่นั้น

ข้อเจ็ด ผู้บริหารมักจะ “เก่ง” และได้รับการกล่าวขวัญถึงมาก พนักงานของบริษัทมักจะ “ดี” และมี “ความสุข” เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นทั่ว ๆ ไป

ข้อแปด หุ้น Super Stock นั้น มักจะไม่เคยมีราคา “ถูก” ยกเว้นในบางช่วงบางตอนที่บริษัทอาจประสบปัญหาบางอย่างที่ร้ายแรงหรือในช่วงที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติ ค่า PE ของ Super Stock ในระดับ 20 เท่า นั้นเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ถือว่าแพงเมื่อเทียบกับศักยภาพของกิจการในอนาคต และนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ Value Investor จำนวนมากหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นสุดยอด เพราะเขาเคยชินกับการลงทุนในหุ้นที่มี PE ไม่เกิน 10 เท่า

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

หลักการของ Benjamin Graham

TMD บริษัท อุตสาหกรรมถังโลหะไทย จำกัด (มหาชน)

บริษัท อุตสาหกรรมถังโลหะไทย จำกัด ได้จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2501 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายถังโลหะขนาด 200 ลิตร สำหรับบรรจุน้ำมันหล่อลื่น เคมีภัณฑ์ และสินค้าเกษตร การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาที่สำคัญในส่วนที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจและการบริหารงานของบริษัทมีดังต่อไปนี้

ภาพรวมการประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัท

ธุรกิจของบริษัทและบริษัทย่อยสามารถแบ่งกลุ่มตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ได้ดังนี้
1.อุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์
ก.ผลิตภัณฑ์ถังโลหะ
ข.ผลิตภัณฑ์พลาสติก แบ่งย่อยได้อีกเป็น 3 ประเภท คือ

-ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบ PET (Polyethylene Terephthalate)
PET เป็นไฟเบอร์สังเคราะห์ที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ รวมทั้งสิ่งทอซึ่งมักถูกเรียกเป็นชื่อย่อว่าโพลีเอสเทอร์ เนื่องจาก PET เป็นพลาสติกที่แก๊สซึมผ่านได้ยากกว่าพลาสติกที่มีราคาถูก (พลาสติกซึ่งไม่ทนต่อแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรด เช่น น้ำผลไม้)  นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักเบา และทนต่อแรงกระแทกได้ดี ผู้ผลิตจึงนิยมใช้ PET ในการบรรจุน้ำอัดลม น้ำดื่ม น้ำผลไม้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตเป็นฟิล์มพลาสติก  หรือภาชนะบรรจุอาหารสำหรับไมโครเวฟ โดยปกติภาชนะพลาสติกจะมีสัญลักษณ์ที่เป็นตัวเลขระบุชนิดของพลาสติกอยู่ที่ ก้นขวดหรือบนภาชนะ เพื่อความสะดวกสำหรับการจำแนกชนิดของพลาสติกเพื่อนำกลับไปเวียนทำใหม่ (recycle) โดยภาชนะที่ทำจาก PET จะได้รับสัญลักษณ์เป็นเลข 1 ซึ่งหมายถึง  Resin Identification Code 1

-ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบ PP(Polypropylene)
PP เป็นพลาสติกที่ไอน้ำซึมผ่านได้เล็กน้อย แข็งกว่าโพลิเอทิลีนทนต่อสารไขมันและความร้อนสูงใช้ทำแผ่นพลาสติถุงพลาสติกบรรจุอาหารที่ทนร้อน หลอดดูดพลาสติก เป็นต้น
-ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก

2.อาคารสำนักงานให้เช่า ได้แก่ อาคารเลครัชดา ออฟฟิศ คอมเพล็กซ์

สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อย



โครงสร้างรายได้ของบริษัทฯ


หลักทรัพย์ของ TMD
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 บริษัทมีทุนจดทะเบียนจำนวน 150 ล้านบาท เรียกชำระแล้วทั้งสิ้น แบ่งเป็นหุ้นสามัญ จำนวน 15,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ราคาหุ้นละ 10 บาท

ผู้ถือหุ้นใหญ่ 10 อันดับแรก
(สังเกตุได้ว่า นามสกุล จรัญวาศน์ รวมกันประมาณ 55 % ดูเจ้าของหุ้นจะรักหุ้นตัวนี้มากนะครับ)


นโยบายการจ่ายเงินปันผล
บริษัทและบริษัทย่อยมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะบริษัทไม่รวมรายการพิเศษในแต่ละปี โดยจะต้องไม่มีผลขาดทุนสะสม ในปี 2554 บริษัทจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 4.75 บาท คิดเป็นร้อยละ 67.19 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะบริษัท

ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน <----------- อันนี้สำคัญมาก ๆ ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนบ.
งบการเงิน

รายงานการตรวจสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ผู้สอบบัญชีได้ให้ความเห็นในรายงานการตรวจสอบแบบไม่มีเงื่อนไข

คำอธิบายและการวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน


(1)ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

บริษัท อุตสาหกรรมถังโลหะไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจากการประกอบธุรกิจรวม 197.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.43 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 36.17 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 ซึ่งผลกำไรจากการดำเนินงานดังกล่าวได้รวมผลกระทบจากการที่บริษัทและบริษัทย่อยได้ปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 16 (ปรับปรุง 2552) เรื่องที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ โดยการทบทวนอายุการใช้งานของสินทรัพย์ตามมาตรฐานการบัญชีที่กำหนด มีผลทำให้ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ลดลง 35.53 ล้านบาท และบริษัทย่อยของบริษัทได้บันทึกผลขาดทุนจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่จำนวน 13.95 ล้านบาท หากปรับปรุงรายการดังกล่าวแล้ว บริษัทและบริษัทย่อยจะมีกำไรสุทธิจากการประกอบธุรกิจเท่ากับ 175.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.84 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 21.27 เมื่อเทียบกับปีก่อน (ดูหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 24 และข้อ 30)

บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 1,667.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 97.93 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 6.24 และมีรายได้ค่าเช่าค่าบริการจำนวน 51.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 4.91 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.55 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้อื่นจำนวน 20.03 ล้านบาท ประกอบด้วยดอกเบี้ยรับ 8.22 ล้านบาท รายได้จากเงินชดเชยค่าภาษีอากร 0.28 ล้านบาท เงินปันผลรับ 3.70 ล้านบาท กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุน 2.77 ล้านบาท และรายได้อื่น 5.06 ล้านบาท ต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายของบริษัทและบริษัทย่อยลดลงจากร้อยละ 83.70 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 82.61 ในปี 2554 ลดลงคิดเป็นร้อยละ 1.09 ต้นทุนค่าเช่าและค่าบริการลดลง 12.47 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากค่าเสื่อมราคาของห้องชุดให้เช่าในอาคารเลครัชดาลดลงจำนวน 12.40 ล้านบาท จากการทบทวนอายุการใช้งานของทรัพย์สินตามมาตรฐานการบัญชีที่ใช้บังคับใหม่ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 4.40 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5.11 ค่าตอบแทนผู้บริหารเพิ่มขึ้น 1.27 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.27 มีดอกเบี้ยจ่ายลดลงเล็กน้อย และมีภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลง 7.50 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30.85 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน เนื่องจากบริษัทย่อยของบริษัท 2 แห่ง ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรจากการประกอบการ มีกำหนดระยะเวลา 8 ปี มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม และเดือนกรกฎาคม 2554 ตามลำดับ (ดูหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 26)
ในปีที่ผ่านมา บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายสินค้าโดยรวมเพิ่มขึ้นโดยการจำหน่ายถังโลหะมีรายได้ 1,001.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124.95 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.25 ผลิตภัณฑ์พลาสติกมีรายได้ 680.77 ล้านบาท ลดลง 60.09 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8.11 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน

สำหรับผลิตภัณฑ์ถังโลหะ บริษัทและบริษัทย่อยสามารถจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณสินค้าและราคาที่จำหน่ายได้ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 ซึ่งทำให้รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.25 ผลิตภัณฑ์พลาสติก บริษัทย่อยสามารถขายสินค้าได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2554 จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้บริษัทย่อยที่จังหวัดปทุมธานีได้รับผลกระทบในช่วงเดือนตุลาคม 2554 เป็นผลทำให้ต้องหยุดการผลิตลงชั่วคราว และเริ่มดำเนินการผลิตและจำหน่ายสินค้าได้ใหม่ในเดือนธันวาคม 2554 เป็นผลทำให้รายได้จากผลิตภัณฑ์พลาสติกลดลง ราคาวัตถุดิบหลักของทั้งสองผลิตภัณฑ์มีราคาผันผวนมากกว่าปีก่อน โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกมีการปรับราคาขึ้นลงอย่างรวดเร็ว แต่จากการติดตามการเคลื่อนไหวของราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด และการพยายามจัดการบริหารงานให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ต้นทุนขายสินค้าของบริษัทและบริษัทย่อยลดลง
บริษัทและบริษัทย่อยไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณธุรกรรมมีน้อย ดูหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 27.1 และข้อ 29
บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้ทั้งสิ้น 1,739.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 จำนวน 110.32 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.77 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้หลักจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์คิดเป็นร้อยละ 95.89 ของรายได้รวม ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนร้อยละ 0.48 ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากค่าเช่าค่าบริการคิดเป็นร้อยละ 2.96 และรายได้อื่นคิดเป็นร้อยละ 1.15
อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทและบริษัทย่อยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 17.09 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 19.06 ในปี 2554 อัตรากำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.67 เป็นร้อยละ 11.89 อัตราส่วนกำไรสุทธิปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8.90 เป็นร้อยละ 11.35 ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนขายสินค้าของบริษัทและบริษัทย่อยปรับตัวลดลง จึงทำให้บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เป็นผลมาจากบริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น มีต้นทุนสินค้าลดลง และมีค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ลดลงจากการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีที่กล่าวถึงแล้วข้างต้น


สำหรับอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.55 เป็นร้อยละ 12.55 ในปี 2554 เนื่องจากกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นและผลของการปรับปรุงตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 40 เรื่องอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 156.02 ล้านบาท ตามหมายเหตุข้อ 4 บริษัทโดยคณะกรรมการบริษัทมีมติให้จ่ายเงินปันผลจากการดำเนินงานงวดปี 2554 คือตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 ถึง 31 ธันวาคม 2554 ในอัตราหุ้นละ 6.00 บาท รวมเป็นเงิน 90.00 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 52.94 ซึ่งนโยบายการจ่ายเงินปันผลจะจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะบริษัท คณะกรรมการบริษัทจะได้นำเสนอให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2555 ในวันที่ 24 เมษายน 2555 นี้
 ฐานะการเงิน
สินทรัพย์
สินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 102.80 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 11.86 โดยเงินลงทุนชั่วคราวเพิ่มขึ้น 79.15 ล้านบาท ลูกหนี้การค้าสุทธิเพิ่มขึ้น 29.08 ล้านบาท เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 18.20 ล้านบาท สินค้าคงเหลือลดลง 19.73 ล้านบาท และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 32.50 ล้านบาท


สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 36.36 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 4.66 เงินลงทุนเผื่อขายเพิ่มขึ้น 15.25 ล้านบาท เงินลงทุนระยะยาวเพิ่มขึ้น 8.49 ล้านบาท ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เพิ่มขึ้น 20.42 ล้านบาท จากการซื้อที่ดินเพื่อตั้งโรงงานที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก จำนวน 12.00 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ 44.15 ล้านบาท และลดลงจากการตัดค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินประจำปีจำนวน 42.08 ล้านบาท 
 คุณภาพของสินทรัพย์
บริษัทและบริษัทย่อยเห็นว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้แสดงมูลค่าที่แท้จริงและไม่มีรายการใดที่มีข้อบ่งชี้ว่าจะทำให้ด้อยค่าหรือไม่ได้รับคืน ซึ่งหากมีทางบริษัทและบริษัทย่อยก็ได้ตั้งสำรองหรือค่าเผื่อการลดค่าไว้แล้ว ตามหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 5.4, ข้อ 5.10, ข้อ 7 ถึง ข้อ 15 จากตารางอัตราส่วนแสดงประสิทธิภาพในการดำเนินงานจะเห็นได้ว่าในปี 2554 บริษัทและบริษัทย่อยมีอัตราผลตอบแทนจากทรัพย์สินและอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน นอกจากผลกำไรสุทธิของบริษัทและบริษัทย่อยที่เพิ่มขึ้นแล้ว ผลของการปรับปรุงตามมาตรฐานการบัญชีที่ใช้บังคับใหม่ในปี 2554 ทำให้สินทรัพย์ของบริษัทและบริษัทย่อยลดลง มีผลทำให้อัตราส่วนแสดงประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยมีค่าเฉลี่ยที่ดีขึ้น สำหรับอัตราการหมุนของสินทรัพย์มีอัตราส่วนใกล้เคียงกับปีก่อน
 
ลูกหนี้การค้าสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 311.79 ล้านบาท เป็น 390.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79.15 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25.39 ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 58 วัน เป็น 59 วัน โดยนโยบายการให้สินเชื่ออยู่ระหว่าง 30-90 วัน ลูกหนี้ค้างชำระที่เกินกว่า 90 วัน ใกล้เคียงกับปี 2553 มีจำนวนเท่ากับ 4.92 ล้านบาท บริษัทและบริษัทย่อยได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้จำนวน 1.83 ล้านบาท (ดูหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 9)

สภาพคล่อง
 กระแสเงินสด 
จำนวนและสัดส่วนของกระแสเงินสดจากกิจกรรมต่าง ๆ
ในปี 2554 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรที่เป็นตัวเงินจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจาก 257.60 ล้านบาท เป็น 262.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.31 ล้านบาท เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานเพิ่มขึ้นจาก 186.16 ล้านบาท เป็น 240.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.61 ล้านบาท จากการที่บริษัทและบริษัทย่อยมีสต็อกสินค้าและวัตถุดิบคงเหลือลดลงสุทธิ 19.73 ล้านบาท เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นลดลง 3.04 ล้านบาท และภาษีเงินได้ลดลง 14.66 ล้านบาท
กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน มีการลงทุนเพิ่ม 183.46 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนเพิ่มในเงินลงทุนชั่วคราว และเงินลงทุนระยะยาวจำนวน 97.60 ล้านบาท ทำให้บริษัทและบริษัทย่อยมีเงินลงทุนชั่วคราวและเงินลงทุนระยะยาวจำนวน 390.94 ล้านบาท และ 117.08 ล้านบาท ตามลำดับ (ดูหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 8, ข้อ 11 และข้อ 12) เงินสดจ่ายเพื่อซื้อสินทรัพย์ถาวรและเงินมัดจำสินทรัพย์จำนวน 99.04 ล้านบาท จากการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดแทนเครื่องจักรเก่า
สำหรับกิจกรรมจัดหาเงิน บริษัทและบริษัทย่อยจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น 74.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1.25 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน

จากอัตราส่วนสภาพคล่องที่แสดงไว้ แสดงให้เห็นว่าสภาพคล่องของบริษัทและบริษัทย่อยมีอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกับปี 2553 ซึ่งถือเป็นอัตราส่วนที่ดีต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท และ CASH CYCLE ที่มีระยะเวลาลดลงเมื่อเทียบกับปี 2553 ทำให้บริษัทและบริษัทย่อยมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงสร้างเงินทุน
โครงสร้างเงินทุนของบริษัทและบริษัทย่อยอยู่ในเกณฑ์ที่ดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นเท่ากับ 0.09 เท่า เท่ากับปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับกิจการประเภทเดียวกัน บริษัทและบริษัทย่อยไม่มีนโยบายที่จะก่อหนี้เกินกว่าความจำเป็นของธุรกิจ ในส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทและบริษัทย่อยเพิ่มขึ้นจาก 1,511.59 ล้านบาท เป็น 1,634.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 122.60 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8.11 จากการเพิ่มขึ้นของกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรจาก 781.08 ล้านบาท เป็น 896.01 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.71 อันสืบเนื่องมาจากกำไรที่มาจากผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อย
สำหรับหนี้สิน บริษัทและบริษัทย่อยเพิ่มขึ้นจาก 136.05 ล้านบาท เป็น 152.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.56 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.17 โดยเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นเพิ่มขึ้น 2.96 ล้านบาท หนี้สินตามสัญญาเช่าการเงินเพิ่มขึ้น 1.57 ล้านบาท ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานเพิ่มขึ้น 11.94 ล้านบาท บริษัทและบริษัทย่อยไม่มีหนี้สินกับสถาบันการเงิน บริษัทย่อยมีเงินให้กู้ยืมระยะยาวจากบุคคลและกิจการที่เกี่ยวข้องจำนวน 10 ล้านบาท (ดูหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 6.8 ข้อ 16 ถึงข้อ 18) โดยมีอัตราดอกเบี้ย หลักประกัน และเงื่อนไขของหนี้สินเป็นไปตามปกติทั่วไป บริษัทและบริษัทย่อยไม่มีภาระหนี้เงินกู้ยืมเป็นเงินตราต่างประเทศ ยกเว้นภาระ L/C ในการซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ ตามหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 29
ค่าตอบแทนจากการสอบบัญชีและตรวจสอบระบบควบคุมภายใน

 ค่าตอบแทนจากการสอบบัญชี
บริษัทและบริษัทย่อยทุกบริษัทใช้ผู้สอบบัญชีจากสำนักงานเดียวกัน ในปีที่ผ่านมาจ่ายค่าตอบแทนการสอบบัญชีให้แก่สำนักงานสอบบัญชีที่ผู้สอบบัญชีสังกัดเป็นจำนวนเงินรวม 1,835,000 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 90,000 บาท
ค่าบริการอื่น
บริษัทและบริษัทย่อยจ่ายค่าตอบแทนการตรวจสอบระบบการควบคุมภายในให้แก่สำนักงานผู้ตรวจสอบในรอบปีบัญชีที่ผ่านมาเป็นจำนวนเงินรวม 300,000 บาท เท่ากับปีก่อน